วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2550

บทกวี

ความลับของห้องหมายเลข ๓๐ และสนิมแดง

ห้องหมายเลข ๓๐ ซอย ๑๖ วันที่ ๑๔
วันที่ใบมะขามเริงระบำ,ร่วงหล่นริมทางเดิน
เขากระวนกระวายอยู่ในความเงียบงัน...
มือทั้งสองข้างและความรู้สึกว่างเปล่า-อ้างว้าง
ไม่มีทางเดินไปสู่ประตูบานนั้น
หน้าต่างปิดตายท่ามสนิมแดงกัดกร่อนลูกกลอน
สนิมแดงจับอยู่เนิ่นนานเช่นไร....
สนิมในใจคนก็คงอยู่เช่นนั้น
ไม่มีจิตตารมณ์แทรกตัวผ่านสนิมออกมาได้
มีเพียงเสียงถอนหายใจแผ่วเบา
ความลับสีแดงถูกปิดซ่อน....
ช่างทำกุญแจปฏิเสธการทำกุญแจเพื่อเข้าสู่ห้องเยี่ยงนั้น
ใช่แล้ว! ใครก็ไม่อยากกลายใกล้
เสียงเตือนจากภายในกระหน่ำร้อง
อดีตของห้องหมายเลข ๓๐ ซอย ๑๖ วันที่ ๑๔ ถูกเก็บงำไว้
ไม่มีใครใคร่รู้เรื่องเหล่านั้นอีกแล้ว
ห้องหมายเลข ๓๐ เงียบงัน-วังเวง
ท่ามสนิมแดงเสวยสุขารมย์

เรื่องสั้น

เรื่องสั้น :
“แมลงในห้องและเสียงร้องอันแปลกประหลาด”
สุมาตร ภูลายยาว

หลังหน้าแล้งผ่านพ้น หน้าฝนก็เข้ามาเยือน ต้นไม้ที่เคยแห้งเฉาเมื่อเดือนเมษายนก็กลับมาเขียวชะอุ่มอีกครั้ง หลายวันมาแล้วที่ฝนตกกระหน่ำลงมา หลังสายฝนหายจากฟ้าสีดำในเย็นวันหนึ่งฉันก็ได้ยินเสียงของมัน ความจริงแล้วมันส่งเสียงของมันมานานแล้ว มันอาศัยอยู่บนต้นไม้สูง ฉันหามันไม่เคยเจอสักทีแม้ต้องการเจอตัวของมันเพียงใดก็ตาม หลายวันที่ฉันตามหามัน เพราะอยากเห็นตัวเป็นๆ ของมัน ฉันเคยสงสัยว่า เวลามันร้องมันทำตัวอย่างไร เสียงของมันจึงได้ออกมาเสียงดังปานนั้น

บ่อยครั้งที่ฉันเฝ้าสอดส่ายสายตาไปตามต้นไม้สูงเพื่อที่จะเฝ้ามองมัน แต่สิ่งที่ฉันเห็นก็เป็นเพียงกิ่งไม้หลายๆ กิ่งเท่านั้นเอง มีบางคนเคยบอกกับฉันว่า มันพลางตัวบนต้นไม้ได้ดี เพราะสีผิวของมันมีลักษณะคล้ายกับเปลือกไม้ และปีกของมันก็เป็นลายเส้นเหมือนกับเปลือกไม้เช่นกัน ฉันเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างตามความคิดของฉัน เพราะตัวฉันเองยังไม่เคยเห็นมันเลยสักทีแล้วฉันจะเชื่อสิ่งที่คนอื่นพูดได้ยังไง
ในคืนหนึ่งของวันอาทิตย์ ภายหลังที่ฝนจางหายไปแล้ว อากาศเย็นสบาย ฉันจึงขึ้นมาบนห้อง เพื่อปิดหน้าต่าง หลังจากที่ปล่อยให้ลมพัดผ่านเข้ามาในห้องตั้งแต่ตอนเช้า หูทั้ง ๒ ข้างของฉันก็ได้ยินเสียงร้องของอะไรบางอย่างอยู่ที่ริมหน้าต่าง เสียงมันดังแจ๊กๆ ติดต่อกันหลายครั้ง เสียงนี้เป็นเสียงที่ฉันเคยได้ยินมาบ่อย และคุ้นเคย ฉันรู้ว่า บัดนี้เจ้าของเสียงกำลังตะกายมุ้งลวดอยู่ข้างนอกใกล้หน้าต่าง ใช่แล้ว! ใช่จริงๆ ด้วย ฉันเผลอส่งเสียงออกไปด้วยความยินดี หลังจากเหลือบไปเห็นเจ้าแมลงตัวหนึ่งที่มีสีสันเหมือนต้นไม้ ซึ่งบัดนี้มันกำลังตระกายมุ้งลวดอยู่
ฉันไม่รู้หรอกว่าในใจของเจ้าแมลงตัวนั้นมันคิดอะไรอยู่ แต่ฉันคิดว่า ถ้าหากจับตัวมันเข้ามาปล่อยไว้ในห้องแล้วฟังเสียงมันร้องคงเพราะดี และถ้ามันเข้ามาในห้องจริงๆ จะจับมันมาวาดรูปไว้ให้สมใจอยากเสียที
ฉันว่ามันคงอยากเข้ามาในห้องจริงๆ เพราะมันพยายามใช้ขาทั้ง ๖ ของมันตะกายมุ้งลวดอยู่ตลอดเวลา ที่มันอยากเข้ามาในห้องคงเป็นเพราะในห้องมีแสงไฟสีขาวเย็นตาสว่างโพลนปรากฎอยู่ อารมณ์นั้นฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดีครั้นจะไล่มันไปก็เสียดาย ฉันจึงค่อยๆ เปิดมุ้งลวดให้มันบินเข้ามาข้างในห้อง พอมันบินเข้ามา มันก็บินพุ่งขึ้นไปยังข้างฝาห้องใกล้กับประตู แล้วมันก็ขึ้นไปจับอยู่บนนั้นนานหลายนาที จากนั้นห้องทั้งห้องก็เดินทางไปสู่ความเงียบ ไม่มีเสียงใดปรากฎ ไม่มีแม้กระทั่งการเคลื่อนไหว
เนิ่นนานที่ความเงียบเข้าครอบงำห้องทั้งห้อง ฉันเกือบจะลืมไปแล้วว่ามีแมลงตัวหนึ่งอยู่ในห้องด้วย หลังเอนหลังหลับได้ไม่นาน ฉันก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินมันขยับปีกส่งเสียงร้องออก ฉันมองไปที่มันอีกครั้ง คราวนี้ฉันเห็นภาพของมันอย่างเต็มตา เวลามันจะร้อง มันจะค่อยๆ ขยับปีกไปมา ก้นของมันจะกระดิกขึ้นแล้วมันก็ส่งเสียงร้องออกมาพร้อมๆ กับปีกทั้งสองข้างของมันก็กางออกไปด้านข้างของลำตัว
ในขณะที่มันตะเบ็งเสียงออกมา ฉันค่อยๆ ลุกขึ้น และเดินไปยังต้นเสียงที่จับอยู่ข้างฝาห้องอย่างช้าๆ ฉันเอื้อมมือหมายไปจับที่ตัวมัน แต่มันอยู่ห่างฉันเหลือเกิน แม้ฉันจะพยายามอยู่หลายครั้งการพยายามก็สูญเปล่า ฉันจึงลงมานั่งคิดอยู่ข้างล่างว่าจะทำอย่างไรจึงจะจับตัวมันได้ เมื่อจับได้แล้วเราจะทำอย่างไรกับมันดี ปล่อยมันออกไปดีหรือเปล่า หรือว่าปล่อยให้มันอยู่ในห้องต่อไปดี ฉันครุ่นคิดอยู่อย่างนั้นจนหลับไปอีกครั้ง
ก่อนจะหลับ ฉันเห็นแมลงตัวหนึ่งมันขัยบปีกบินพุ่งตรงมายังฉัน เมื่อเข้ามาใกล้ มันค่อยๆ ขยายตัวให้ใหญ่ขึ้น หลังจากมาถึงตัวฉันขนาดของมันเท่าเดิม แต่เสียงของมันดังยิ่งกว่าเสียงช้างร้อง ฉันไม่ค่อยแน่ใจนักว่ามันจะทำอะไรกับฉันต่อ ขณะความลังเลกำลังดำเนินอยู่ ชั่วการขยับปีกของมัน ร่างของฉันที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงก็ได้ยินเสียงแหลมเล็กดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันดิ้นรนเพื่อหนีจากเสียงของมันด้วยการเอามือทั้งสองข้างอุดหูทั้งสองเอาไว้ แต่ยิ่งไม่อยากฟังเสียงของมันเท่าใด มันก็ยิ่งส่งเสียงดังมากเท่านั้น ในที่สุดฉันก็หมดลมหายใจ หลังจากหมดลมหายใจ ฉันก็สะดุ้งตื่น ฉันตื่นขึ้นมาในขณะที่ฉันคิดว่าตัวเองตาย...

หลังยามเช้า ฉันก็ลืมเรื่องราวของเจ้าแมลงทั้งที่อยู่ข้างฝาห้องและในความฝันเสียสิ้น แต่ขณะจะก้าวพ้นประตูห้องออกไปข้างนอก ฉันก็นึกขึ้นได้เมื่อได้ยินเสียงของมันขยับปีกบินอีกครั้งหนึ่ง ฉันครุ่นคิดอยู่ในใจว่าเมื่อคืนมันนอนที่ไหน แล้วเช้านี้ฉันน่าจะปล่อยมันไปไหม แล้วเมื่อคืนทำไมฉันต้องจับมันมาด้วยน่าจะปล่อยให้มันอยู่ข้าง แต่ถ้ามันอยู่ข้างนอกแล้วฝนตกละมันจะไม่หนาวหรือเปล่า แล้วมันอยู่ในห้องมันจะไม่ตายหรือไม่ ถ้ามันตายแล้วมดแดงจำนวนมากก็คงจะพากันมาขนเอาศพของมันไป แต่ตอนที่มันตายฉันก็ไม่อาจรู้ได้ว่าศพของมันอยู่ที่ไหน เมื่อไม่รู้นั้นแหละฉันจะได้ผจญกับมดแดงตัวเล็กๆ ที่เดินเรียงแถวกันเข้ามาบนเสื้อผ้า เพื่อเดินทางไปหาซากศพของเจ้าแมลง แล้วฉันก็ค่อยๆ เปิดมุ้งลวดของหน้าต่างในห้องออกช้าๆ ในมือข้างซ้ายของฉันมีเจ้าแมลงตัวนั้น ฉันปล่อยมันออกไป เมื่อมันได้รับอิสระภาพ มันก็โผบินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจะมีใครรู้บ้างว่า ที่ฉันต้องปล่อยมันให้บินออกไปนั้นเป็นเพราะอะไร ฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมต้องปล่อยมันไป แต่ที่ฉันรู้เมื่อคืนฉันต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก เพราะเสียงร้องของเจ้าแมลงตัวนี้อยู่บ่อยครั้งจนแทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนเอาเสียเลย
นอกจากจะนอนไม่ค่อยหลับ และไม่ค่อยได้นอนแล้ว ฉันยังฝันประหลาด ซึ่งเป็นความฝันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ฉันก็ไม่รู้เช่นกันว่า ทำไมฉันต้องฝันประหลาดเช่นนั้น...
ฉันฝันว่า ตัวเองนอนไม่หลับ โลกทั้งโลกเหมือนจมอยู่กับเสียงร้องของสัตว์บางชนิด เสียงร้องที่ดังอยู่ตลอดเวลาทำให้ผู้คนส่วนหนึ่งต้องล้มตายลง เพราะทนกับเสียงที่เกินขนาดที่หูทั้งสองข้างจะรับได้ ขณะฉันเองก็ไม่ได้ต่างจากคนอื่นมากนัก ยิ่งเนิ่นนานที่เจ้าแมลงบ้านั้นส่งเสียงร้อง ฉันก็เหมือนจะขาดใจตายลงทุกที หูทั้งสองข้างใกล้ระเบิด ฉันจมอยู่ในห้วงของความทรมานที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฉันจึงดิ้นรนเพื่อหนีไปให้ไกลจกาเสียงนั้น แต่ยิ่งหนี ฉันกลับพบว่า เสียงร้องนั้นมัมมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
แม้ฉันจะพยายามเอามือทั้งสองข้างอุดรูหูไว้เพียงใด เสียงร้องนั้นมันก็ยังเล็ดลอดผ่านเข้ามาได้ ในที่สุดเลือดก็ค่อยๆ ไหลออกจากรูหูและไหลลงมาตามมือทั้งสองข้าง เมื่อมองเห็นเลือด ฉันตกใจและสะดุ้งตื่น เมื่อตื่นขึ้นมา ฉันรีบสำรวจตัวเอง เพราะนึกว่าสิ่งที่มันเพิ่งเกิดขึ้นคือความจริง แต่เมื่อสำรวจตัวเองเรียบร้อย ฉันจึงพบว่า ฉันฝันไปชั่วยามที่หลงระเริงอยู่กับความดีใจ หูทั้งสองข้างก็พลันได้ยินเสียงเหมือนเช่นที่ฉันได้ยินในฝันอีกครั้ง ฉันพยายามตั้งสติและเดินไปเปิดไฟ เพื่อหาที่มาของเสียง ในที่สุดฉันก็พบที่มาของเสียง เสียงร้องทั้งในความฝันและความจริงที่ฉันได้ยิน มันคือเสียงของแมลงตัวที่ฉันเปิดรับมันเข้ามาในห้องเมื่อตอนเย็น ฉันแทบไม่เชื่อว่า เพราะเสียงร้องของแมลงตัวนี้แหละที่ทำให้ฉันนอนไม่หลับ บางครั้งก็ครึ่งหลับครึ่งตื่น และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ เสียงร้องของมันเดินทางเข้าไปสู่ความฝันอันแปลกประหลาดของฉันอย่างไม่น่าเชื่อ และก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดที่ฉันจะปล่อยมันไปสู่อิสรภาพของมันดังที่ฉันได้เล่าให้ฟังในตอนต้น

เรื่องสั้น

เรื่องสั้น :
"เดือนดับที่เวียงจัน"
เขียนโดย อุทิน บุนยาวง
ถอดความโดย สุมาตร ภูลายยาว

เขาวิ่งเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ เพื่อหลบลูกกระสุนจากการสู้รบที่กำลังดำเนินไปอยู่ทั่วทุกแห่งในนครเวียงจัน
บ้านหลังนั้นตั้งอยู่ในคุ้มสายลม มันเป็นบ้านวิลล่าแบบสมัยใหม่สองชั้นเป็นปูนทั้งหลัง บริเวณลานบ้านโดยรอบกว้างขวางมีสนามหญ้าขนาดใหญ่ ทางเดินปูลาดด้วยซีเมนต์ เขาคิดว่าเจ้าของบ้านหลังนี้คงจะเป็นเจ้านายใหญ่โตหรือไม่อย่างนั้นก็คงเป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง
เพราะความกลัวตายเขาจึงเข้าไปในบ้านหลังนั้นโดยไม่คิดเกรงใจใครทั้งนั้น เขาคิดแต่เพียงว่าจะเอาตัวรอดเท่านั้นเอง โคมไฟหน้าบ้านยังส่องสว่างอยู่ แต่หน้าต่างและประตูบ้านปิดสนิทหมดทุกบาน ที่เรือนครัวชายคนหนึ่งกำลังหอบข้าวของเครื่องใช้พะรุงพะรังด้วยอาการเร่งรีบ พอชายคนนั้นเห็นเขา ชายคนนั้นก็หยุดเดินแล้วยืนดูเขาด้วยความแปลกประหลาดใจ
"บ้านเจ้ามีหลุมหลบภัยไหม ผมขอหลบด้วยคนหน่อย"
"มีอยู่ แต่เจ้าต้องบอกกับเจ้าของบ้านก่อน"
"ผมเพิ่งกลับมาจากไปทำธุระระหว่างทางเกิดการยิงกันขึ้นเลยกลับบ้านไม่ได้ ผมขอหลบภัยด้วยคนนะครับ"
ชายคนนั้นเดินไปยังมุมของบ้านด้านเหนือแล้วหยุดอยู่ตรงปากหลุมหลบภัย เขาจึงเดินตามหลังชายคนนั้นไป
"เจ้านายมีคนมา" ชายคนนั้นร้องบอกคนที่อยู่ในหลุมหลบภัย
"ใครละ" เสียงผู้ชายที่อยู่ในหลุมหลบภัยร้องถามออกมา
"ไม่รู้" ชายคนนั้นตอบแล้วก็มุดหัวลงไปในหลุมหลบภัย
เขาก็ติดตามชายคนนั้นไปทันที ภายในหลุมหลบภัยมีเทียนไขอยู่เล่มหนึ่ง แสงของมันสว่างพอที่จะมองเห็นหน้ากันได้ สมาชิกภายในหลุมหลบภัยนั่งรายรอบเทียนไขเล่มนั้นอยู่ สายตาทุกคู่จ้องมายังเขาด้วยความไม่ไว้วางใจ ชายคนหนึ่งอายุประมาณ ๔๐ กว่านั่งอยู่บนเก้าอี้หวายใส่แว่นตาท่าทางน่านับถือ เขาเอามือทั้งสองข้างซุกลงไปในกระเป๋าเสื้อกันหนาว สายตาของชายคนนั้นจ้องมองมายังเขาด้วยความไม่เป็นมิตร เขาคิดว่าชายคนนี้คงจะเป็นหัวหน้าครอบครัว
"สงสารผมหน่อยเถอะ ผมก็กลัวตายขอผมหลบด้วยคนนะครับ"
"เจ้าเป็นใคร"
"ผมชื่อบุญเสริม บ้านอยู่โพนไชย ผมเพิ่งไปธุระในเมืองมาตอนขากลับเกิดการสู้รบกันระหว่างทาง เสียงปืนดังมาจากทางบ้านของผม ไม่รู้ว่าป่านนี้คนที่บ้านจะเป็นอย่างไร ผมไม่ใช่คนบ้านะครับ ผมมีหลักฐานนี้ไงบัตรประชาชนของผม"
"มันคงลำบากหน่อยนะ เพราะหลุมนี้มันก็เล็กละแคบด้วย" ชายคนนั้นอ้างเหตุผลด้วยท่าทางที่ไม่พอใจ
"ยังไงก็ถือว่าทำบุญทำทานแล้วกันครับ ผมจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้เลยครับ"
ในหลุมนั้นมีคนอยู่ข้างในแล้ว ๖ คนรวมกับเขาเข้าไปอีก ๑ คนก็เป็น ๗ คนพอดี คนที่นั่งถัดจากชายคนใส่แว่นตาไปนั้นเป็นหญิงวัยกลางคน ต่อจากหญิงวัยกลางคนนั้นไปเป็นเด็ก ๒ คนผู้หญิงกับผู้ชาย ถัดจากเด็ก ๒ คนนั้นไปก็เป็นหญิงสาวอายุประมาณ ๑๘ ปีหนึ่งคน
หญิงสาวคนสุดท้ายนี้เธอสวยและดูดีมีเสน่ห์จึงทำให้หลุมหลบภัยมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง ข้างซ้ายของหญิงสาวคนนั้นเป็นชายหนุ่มที่พาเขาลงมาในหลุมดูท่าทางแล้วคงเป็นคนขับรถประจำครอบครัวนี้ เขานั่งหันหลังให้ปากหลุมซึ่งอยู่ระหว่างคนใส่แว่นตาและคนขับรถ หัวใจของเขาเต้นแรงเพราะความแตกตื่นกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
"เจ้าไปคนเดียวหรือ"
"ครับ ผมไปคนเดียว ผมกำลังรอรถแท๊กซี่ก็พอดีเสียงปืนดังขึ้น ผมเรียกรถคันไหนก็ไม่มีคันหยุด ผมก็เลยวิ่งออกมา พอมาถึงบ้านของท่านก็ปรากฏว่ามีเสียงปืนดังอยู่ข้างหน้าใกล้ๆ ผมก็เลยวิ่งเข้ามาบ้านหลังนี้แหละครับ"
"อยู่คุ้มบ้านนี้เจ้าไม่มีพี่น้องเลยหรือ"
"ไม่มีเลยครับ"
"ทำไมไม่วิ่งเข้าบ้านโน้น บ้านฟากถนนโน้นเขามีหลุมใหญ่ๆ หลายหลุม" ชายผู้เป็นหัวหน้าครบครัวกล่าวด้วยเสียงดังขึ้นมา
"ผมรีบเพราะความกลัวตายถึงที่ไหนผมก็เข้าที่นั่นแหละครับ เพราะผมเห็นว่าตรงนี้มันก็เป็นบ้านพอที่จะหลบภัยได้ ผมก็เลยตัดสินใจเข้ามา"
"อย่างไรก็ตามหลุมนี้มันไม่ทนหรอกถูกลูกปืนใหญ่มันก็พังแล้ว เจ้าเห็นไหมบ้านที่อยู่คุ้มตลาดเย็นสีทอนมันก็พังหมดแล้ว"
เขาไม่มีคำถกเถียงเพราะในตอนนี้ตัวเองก็อยู่ในความเมตตาของเจ้าของบ้าน
"ถ้าเป็นข้าๆ จะกลับไปให้ถึงบ้าน ลูกผู้ชายกลัวอะไร ครั้งก่อนนี้ข้าไปธุระในเมืองเห็นเขายิงกันมาทั้งทางน้ำและทางทุ่งนา ลูกปืนปานห่าฝน ข้ายังพยายามกลับมาจนถึงบ้าน"
"ตอนนั้นมันเป็นตอนกลางวันนะครับ แต่ตอนนี้มันเป็นกลางคืนผมไม่รู้ว่าจะไปทางไหน เพราะกลัวถูกลูกหลง"
"กลางคืนนั้นแหละดีค่อยๆ หลบออกไปไม่มีใครเห็น"
เขาไม่พูดอะไรโต้ตอบกับชายเจ้าของบ้าน เขารู้สึกไม่สบายใจที่มานั่งอยู่กับคนที่ไม่เคยรู้จักและต้องมาถูกต้อนรับด้วยความไม่พอใจ ความคิดที่สับสนได้เดินทางมาในสมองของเขาๆ คิดถึงบ้านไม่รู้ว่าป่านนี้พ่อแม่พี่น้องจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ป่านนี้คงเสียขวัญกันหมดแล้ว และคงเป็นห่วงเขาที่พัดหลงกันในยามยากเช่นนี้
สงครามครั้งที่แล้วครอบครัวของเขารอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็เสียขวัญกันไม่ใช่น้อย เพราะลูกปืนตกลงมาตรงหน้าบ้านพอดี สะเก็ดของระเบิดกระเด็นไปตัดต้นหมากจนหักโค่นลงมา อีกลูกหนึ่งตกลงมาตรงรั้วสังกะสีจนสังกะสีปลิวขึ้นไปค้างอยู่บนกิ่งมะขาม คนที่อยู่ใกล้แถวนั้นโดนปืนตายไปหลายคน แต่ครอบครัวของเขาโชคดีปลอดภัยกันทุกคน แล้วไม่รู้ว่าครั้งนี้โชคดีจะเข้าข้างอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาไม่แน่ใจ เขาคิดถึงภาพที่ไฟกำลังไหม้บ้าน คิดถึงพ่อแม่พี่น้องร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดเพราะถูกลูกปืน เมื่อคิดดังนั้นเขาอยากจะออกวิ่งจากสถานที่แห่งนี้ไปในบัดนั้น
บนพื้นดินในตอนนี้เสียงปืนเบาบางลงแล้ว แต่ก็ยังมีเสียงปืนใหญ่ดังอยู่เป็นบางครั้ง
"เสียงปืนเงียบไปแล้วการสู้รบคงยุติลงแล้ว" หญิงผู้เป็นเมียเจ้าของบ้านพูดขึ้นมา หลังจากที่เสียงพูดคุยของทุกคนเงียบไปนาน
"ไม่เป็นไรแล้วใช่ไหมตอนนี้ เจ้าก็กลับบ้านของเจ้าเสียไม่ต้องกลัวหรอก"
ชายผู้เป็นเจ้าของบ้านบอกกับเขาพร้อมกับกวาดสายตาไปทั่วทั้งหลุมเพื่อดูสิ่งของมีค่า เช่น ขันเงิน วิทยุ ดาบโบราณด้ามเงิน หีบสามใบ และเครื่องของที่จำเป็นอื่นๆ อีกซึ่งอยู่ข้างในหลุม
เขาคิดอยู่นิดหนึ่งแล้วหันไปมองหญิงสาวก็พบว่าหญิงสาวคนนั้นก็เฝ้ามองเขาอยู่เช่นกัน เธอคงสงสารหรือไม่ก็คงเห็นใจเขาอยู่บ้าง เขาอยากจะพูดกับนางสักคำ แต่มันไม่มีเหตุผลอันใดเลยที่เขาจะพูดกับนาง แล้วเขาก็ก้มหน้าลงมองดินเหมือนคนคิดอะไรไม่ออก
แล้วเขาก็ตัดสินใจลาจากที่แห่งนั้น
บนถนนยังมีคนเดินไปเดินมาอยู่บ้างเล็กน้อย ทุกคนมีอาการปกติไม่เร่งรีบ เสียงปืนยังคงดังอยู่เป็นจุดๆ ท้องฟ้ามืดมัวผิดปกติทั้งที่เป็นวันแรมหนึ่งคำเท่านั้นเอง เขาสังเกตดูเหตุการณ์ต่างๆ เป็นนานสองนานแล้วเขาก็อยากเอามะเหงกเขกหัวตัวเองที่ไม่รอบครอบ
“กบกินเดือนแท้ๆ !” (จันทรุปราคา)
พอพูดเสร็จเขาก็เอามือล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อดินผิวปากอย่างอารมณ์ดี เขาคิดอยากจะกลับไปบอกความจริงกับครอบครัวนั้น แต่ใจหนึ่งก็คิดว่าจะเป็นเหตุให้พวกเขาเกิดความละอายใจเสียเปล่าๆ โดยเฉพาะผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวนั้นที่ได้แสดงกิริยาที่ไม่เป็นมิตรกับเขาเลยแม้แต่น้อย ในตอนนี้เขาก็คงรู้เองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดคืออะไร ในขณะที่เดินไปเขาก็คิดถึงใบหน้าหญิงสาวคนนั้นอยู่ไม่หาย เขาอยากให้มันเกิดศึกขึ้นจริงๆ เพื่อว่าจะได้มีโอกาสอยู่ใกล้ๆ กับหญิงสาวคนนั้นนานๆ
ทุกวันนี้เขาพบกับเธอบ้างเป็นบางครั้งบางคราว เธอจะยิ้มอย่างอายๆ แต่ในส่วนลึกของหัวใจคงหัวเราะอยู่เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น เขาก็เช่นกันเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นทีไรเขาก็จะหัวเราะออกมาทุกที

--------------------------------------------------------------------


อุทิน บุนยาวง เป็นนักเขียนอีกคนหนึ่งของประเทศลาวที่เติบโตมาท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในประเทศลาวเมื่อปี ๑๙๗๕ ในช่วงนั้นเขาเลือกที่จะอยู่ในประเทศลาวเพื่อทำงานเขียนตามความต้องการของตัวเอง เขามีผลงานที่ไดรับการตีพิมพ์เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะงานเรื่องสั้นของเขา ในปี ๑๙๗๗ มีรวมเรื่องสั้นชื่อ งามบ้านเกิดที่เขาเขียนร่วมกับนักเขียนคนอื่นๆ ของประเทศลาว ปี ๑๙๗๘ มีรวมเรื่องสั้นเรื่อง ตะวันขึ้นที่ดอนนาง ปี ๑๙๗๙ มีงานรวมเรื่องสั้นสำหรับเยาวชนชื่อเรื่อง ปลาค่อโลภา และงานรวมเรื่องสั้นเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ ปลาช่อนโลภมาก และในปี ๑๙๙๒ เขามีงานรวมเรื่องสั้นที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยอีกหนึ่งเล่มคือ แพงแม่ ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยในรวมเรื่องสั้นชื่อว่า เมื่อแม่จากไป อุทิน บุนยาวง เสียชีวิตลงแล้วเมื่อปี ๒๐๐๐ รวมเรื่องสั้นล่าสุดของอุทิน บุนยาวง คือ เรารักกันไม่ได้ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดอกเกด




เรื่องสั้น

เรื่องสั้นแปล :
“หญิงสาวขายยาสูบ”
เขียนโดย รุ่งอรุณ แดนวิไล
ถอดความโดย สุมาตร ภูลายยาว

ข้าพเจ้ามาอยู่บ้านหลังนี้ได้เกือบปีแล้ว, ถ้าจะให้พูดก็พูดได้ว่าบ้านที่ข้าพเจ้าอยู่นี้มันตั้งอยู่ในคุ้มบ้านของคนที่ทำการค้าขาย เพราะสังเกตได้จากบ้านที่อยู่ฟากตรงข้ามนั้นก็เป็นร้านขายอาหาร, ร้านขายอุปกรณ์สำนักงาน, ร้านขายหนังสือ และบริษัทจัดจำหน่ายสินค้า ส่วนบ้านที่ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกันและติดกับบ้านของข้าพเจ้า ๒-๓ หลังก็ขายก๋วยเตียว ถัดจากร้านขายก๋วยเตียวไปก็เป็นร้านเสริมสวย ต่อจากร้านเสริมสวยไปก็เป็นร้านขายบุหรี่ที่เป็นร้านแบบง่ายๆ มีโต๊ะหนึ่งตัวสำหรับตั้งตู้กระจกเพื่อวางบุหรี่ แลโต๊ะตัวนี้มันก็สามารถจะโยกย้ายไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบาย ถัดจากโต๊ะตัวนั้นมาก็มีเก้าอี้ ๓-๔ ตัว เจ้าของร้านขายบุหรี่ร้านนี้เป็นผู้หญิงและที่สำคัญเธอยังไม่ได้แต่งงาน!
ข้าพเจ้าเห็นเธอนั่งขายบุหรี่อยู่อย่างนั้นตั้งแต่วันที่ข้าพเจ้าย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ครั้งแรก ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเธอไปเที่ยวไหนสักครั้งเดียว แต่ก็มีหนุ่มโสดหรือแม้กระทั่งคนมีลูกเมียแล้วยังมาซื้อบุหรี่กับเธอ ซึ่งส่วนมากก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์มา หรือบางทีก็มีรถส่วนตัวคันงามมาจอดแวะซื้อบุหรี่กับเธอ, นานๆ จึงจะขับจากไป, ข้าพเจ้าเห็นเธอต้อนรับลูกค้าคนนี้ดีเป็นพิเศษ จนบางครั้งข้าพเจ้าเองก็รู้สึกอิจฉาเขา
ข้าพเจ้าเฝ้ามองเธออยู่ห่างๆ ทุกคืนข้าพเจ้าจะยกเก้าอี้ออกมานั่งอยู่ตรงระเบียงชั้น ๒ ของบ้าน ข้าพเจ้าเฝ้าขโมยติดตามดูเธอนั่งขายบุหรี่อยู่ตรงริมถนนหน้าบ้านของเธอทุกวัน จนกว่าว่าเธอจะยกตู้กระจกใส่บุหรี่ตู้นั้นเข้าไปในบ้านแล้วไม่กลับออกมาอีกนั้นแหละ ข้าพเจ้าจึงเข้านอน
“อยากเข้าไปหาเธอ, แต่จะไปนั่งคุยเฉยๆ บางทีเธออาจจะรู้สึกไม่ดีก็ได้” ข้าพเจ้าคิด
ถ้าหากพูดเรื่องบุหรี่แล้ว, ข้าพเจ้าไม่เคยแม้แต่จะเอามันมาใกล้ปากเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีเพื่อนฝูงหลายคนเคยทวงถามถึงเรื่องนี้ แต่ข้าพเจ้าก็ตอบเพื่อนว่า บุหรี่นอกจากจะทำให้สูญเงินแล้ว มันยังทำลายสุขภาพอีกด้วย
ข้าพเจ้าไม่เคยตำหนิคนที่ดูดบุหรี่ทั่วไป แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ชอบนิสัยของคนดูดบุหรี่บางคนที่ดูดบุหรี่ไม่เป็นที่เป็นทาง นั่งดูดบุหรี่แล้วเขี่ยขี้ยาหรือทิ้งก้นยาไปเรื่อย, ซึ่งการทิ้งนั้นมันก็ก่อให้เกิดผลสะท้อนต่อคนรอบข้างไปด้วยเช่นกัน บางทีก็ทำให้สถานที่ดูไม่งามตา หรือบางทีที่ร้ายไปกว่านั้นเคยมีไฟไหม้ซึ่งเกิดจากก้นบุหรี่ที่ถูกทิ้งไปบนเศษขยะติดไฟง่ายมาแล้ว
วันนี้ข้าพเจ้าตัดสินใจเดินเข้าไปหาเธอ-หญิงสาวขายบุหรี่
“ซื้อบุหรี่หน่อย”
“เอายี่ห้ออะไรจ๊ะพี่”
“เอาบุหรี่ ๓๕”
ข้าพเจ้าตอบออกไปโดยไม่ได้คิดว่าบุหรี่ที่ข้าพเจ้ากำลังจะซื้อมันเป็นบุหรี่ชนิดที่คนหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันกับข้าพเจ้าเขานิยมดูดกันในตอนนี้หรือไม่
เธอยื่นม้วนบุหรี่และไฟแช็กมาให้ข้าพเจ้าเรียบร้อย, ข้าพเจ้ารับเอาบุหรี่ตัวนั้นมาคาบไว้บนริมฝีปากแล้วปัดไฟแช็กใส่มันทันที แต่ดูเหมือนว่าบุหรี่เจ้ากรรมม้วนนี้มันไม่ได้ไหม้เลยแม้แต่น้อย, มันเป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า แทนที่ข้าพเจ้าจะดูดเอาควันบุหรี่เข้าไปในปอด แต่ข้าพเจ้ากลับเป่าลมออกมาข้างนอก ข้าพเจ้านั่งเป่าบุหรี่อยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน, เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับเธอ, สุดท้ายก่อนจากมา ข้าพเจ้าก็เลยซื้อบุหรี่หนึ่งซองจากเธอติดมือกลับบ้านด้วย
จากวันนั้นมาข้าพเจ้าก็แวะเวียนไปซื้อบุหรี่ที่ร้านของเธอทุกๆ วัน บางครั้งก็นั่งดูดอยู่ที่ร้าน และหาเรื่องมาคุยกับเธอ จนในที่สุดข้าพเจ้ากับเธอ-เราก็สนิทสนมกัน แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้เพิ่มรายจ่ายประจำวันให้กับตัวเองขึ้นอีก และในเวลาที่พบกับเพื่อนฝูง ถ้าเพื่อนคนใดยื่นบุหรี่มาให้ ข้าพเจ้าก็ไม่ปฏิเสธมันเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มาอีกต่อไป
“อย่างนี้แหละเขาจึงเรียกว่าลูกผู้ชาย”
“อย่างนี้แหละจึงจะอยู่ในสมาคมกับเพื่อนได้”
ประโยคเหล่านี้เป็นถ้อยคำชมเชยของเพื่อนบางคน ซึ่งดูเหมือนว่ามันมีส่วนในการทำให้ข้าพเจ้าสามารถจะใกล้ชิดกับเพื่อนๆ ได้เพิ่มขึ้น
คืนหนึ่งดึกดื่นพอสมควร, รถวิ่งอยู่บนถนนลดน้อยลง, ข้าพเจ้ายังนั่งดูดบุหรี่อย่างสบายอารมณ์อยู่ที่ร้านของเธอ
ในความมืดมิดนั้น, ข้าพเจ้าและเธอนั่งสบตากันและกันเป็นบางครั้ง ดวงตาของเธอคู่นั้นมันช่างอ่อนหวาน และดึงดูดเอาหัวใจของข้าพเจ้าให้ใฝ่ฝันจนยากจะกล่าวสิ่งใดสิ่งหนึ่งกับเธอ
“ทำไมไม่เห็นเธอไปเที่ยวไหนเลยสักครั้ง?” ข้าพเจ้าถาม
“ไม่มีใครพาไปเที่ยวก็เลยไม่ได้ไป”
เธอกล่าวออกมา, ในถ้อยคำตอบของเธอนั้น มันช่างเหมือนที่ข้าพเจ้าคิดไว้เสียเหลือเกิน
“ก็นัดให้แฟนมารับไปเที่ยวสิ”
“น้องยังไม่มีแฟนเลย”
“ไม่เชื่อหรอก, อาจเป็นเพราะน้องกำลังเบื่ออยู่มากกว่ามั่ง”
เธอก้มหน้าต่ำลงและพูดขึ้นมาด้วยเสียงเบาๆ แต่น้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความจริงใจ
“ถ้าบอกว่าไม่เลือกก็ไม่ถูก, น้องไม่ชอบผู้ชายดูดบุหรี่ แต่ผู้ชายที่มาคุยกับน้องทำไมถึงมีแต่คนที่ดูดบุหรี่เก่งๆ ก็ไม่รู้!!...?”

....................................... ๐ ๐ ..................................

รุ่งอรุณ แดนวิไล เกิดเมื่อปี ๑๙๖๒ ในครอบครัวชาวนา ที่เมืองนาทรายทอง กำแพงนครเวียงจัน จบปริญญาตรีวิชาวรรณคดี-ภาษาลาว จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ เข้าทำงานที่วารสารวรรณศิลป์ปี ๑๙๘๘ เริ่มมีผลงานที่เป็นเรื่องสั้นและบทกวีปรากฏตามหน้าวารสารและหนังสือพิมพ์ต่างๆ มาตั้งแต่ปี ๑๙๖๘ มีผลงานรวมเล่มแล้วคือ “สาวขายยาสูบ” (รวมเรื่องสั้น) “น้ำใจ” (รวมบทกวี) หนังสือประกอบรูปภาพสำหรับเด็ก รวมทั้งหนังสือนิทานอีกจำนวนหนึ่ง มีผลงานรวมเล่นมาแล้วประมาณ ๑๐ กว่าเล่ม ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าอำนวยการ และบรรณาธิการวารสารวรรณศิลป์

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2550

เรื่องสั้น

เรื่องสั้น:
“เปลวไฟในใจคน”
สุมาตร ภูลายยาว

คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด บรรยากาศค่ำคืนเงียบสงัดวังเวง ในความเงียบมีสายลมเย็นโชยพัดมาบางเบา สายลมไม่ได้พัดพาเอาความเย็นมาสู่บริเวณนั้นเพียงอย่างเดียว แต่สายลมที่โชยพัดมานั้นได้พัดพาเอาความร้อนมาด้วย…
เขานอนกระสับกระส่ายพลิกตัวกลับไปกลับมาหลายครั้ง เพราะไม่สามารถจะข่มดวงตาให้หลับลงได้เลยแม้แต่งีบเดียว เมื่อนอนไม่หลับ เขาจึงลุกขึ้นจากที่นอนแล้วเดินออกมาข้างนอกห้องลงมายังใต้ถุนบ้าน ขณะเดินฝ่าความมืดลงมาตามขั้นบันไดลงมาทีละขั้น เมื่อถึงบันไดขั้นสุดท้าย เขาก็มาหยุดอยู่ตรงบันไดขั้นสุดท้ายเนิ่นนาน ก่อนจะทรุดตัวลงนั่ง
เพราะความที่เขาเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี้ได้ไม่นานเท่ากับคนอื่นๆ เขาจึงไม่คุ้นชินกับอากาศมากนัก เพราะบางวันอากาศก็ร้อนปานศีรษะจะแตกเป็นเสี่ยงๆ บางวันอากาศเย็นจนหนาวยะเยือก ตอนมาถึงที่นี่ช่วงแรกๆ เขาเกือบจะไม่สบายอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็รอดพ้นมาได้
เขาบ่นพึมพรำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินพ้นออกมาจากบันไดมุ่งตรงไปยังสนามหญ้า เมื่อเดินมาถึง เขาก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง ทุกสิ่งทุกอย่างในความมืดข้างหน้า มันดูเลือนลางเหมือนว่าไม่มีอยู่จริง แม้จะมีอยู่จริงโดยเฉพาะอาคารเรียนหลังสุดท้ายที่เหลืออยู่ ซึ่งอยู่ตั้งเด่นอยู่ตรงข้างหน้าของเขาก็เห็นเพียงเงาสีดำตะคุ่มๆ อาคารเรียนหลังนี้สร้างขึ้นมาจากไม้เนื้อดีและสร้างอย่างวิจิตรบรรจงด้วยความร่วมมือของเขาใหญ่และช่างฝีมือชั้นเขาของหมู่บ้าน มันจึงดูสวยงามกว่าอาคารหลายๆ ของโรงเรียนที่มีอยู่ บริเวณด้านข้างของอาคารมีแปลงดอกไม้กำลังออกดอกสวยงาม บ่อยครั้งเหมือนกันที่มีคนต่างถิ่นมาขอซื้ออาคารหลังนี้ แต่เขาและชาวบ้านไม่เคยคิดจะขายมัน เพราะมันเป็นสมบัติมีค่าที่สรางความภิมใจให้กับเขาต่างถิ่นเช่นเขาและชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้าน
ขณะนั่งทอดอารมณ์คิดถึงเรื่องราวต่างๆ อยู่ ทันใดนั้น ! เขาก็ต้องหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว เพราะได้ยินเสียงร้องดังมาจากบ้านหลังใดหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน…
“ไฟไหม้ ไฟไหม้ ๆ” คำว่า ‘ไฟไหม้’ ได้ฉุดดึงห้วงภวังค์ของเขาให้เดินทางกลับเข้าสู่ความจริง หลังจากที่ปล่อยตัวเองล่องลอยไปกับความคิดคำนึงเสียเนิ่นนาน เขารีบวิ่งไปยังจุดที่คาดว่าจะเกิดเหตุ-การณ์ เขาวิ่งไปพร้อมๆ กับตะโกนว่า ไฟไหม้ไปด้วย
“ไฟไหม้ ไฟไหม้ ไฟไหม้โรงเรียนช่วยด้วย ช่วยด้วย!!! ”
เสียงตะโกนของเขาทำให้หลายบ้านที่ปิดไฟนอนไปแล้วเปิดไฟออกมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บางคนเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและตั้งสติได้บ้างก็วิ่งไปหาน้ำ บ้างก็หอบหิ้วเอาถังไปใส่น้ำ บ้างก็วิ่งเข้าไปในอาคารที่ไฟยังไหม้ไม่หมดเพื่อขนเอาเก้าอี้ออกมา เพราะความที่อาคารทั้งหลังทำจากไม้จึงทำให้เปลวไฟลุกลามไปอย่างรวดเร็วเหมือนเปลวไฟลามทุ่งแล้ง เพียงชั่วพริบตาเดียวอาคารเรียนทั้งหลังที่มีทั้ง โต๊ะ เก้าอี้ กระดาน-ดำ และหนังสือเรียนก็ถูกเปลวไฟกัดกินจนเกลี้ยง พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของเถ้าถ่านสีแดง!
แม้ว่าชาวบ้านจะมาช่วยกันดับไฟเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งเปลวไฟลงได้ เหตุ-การณ์อย่างนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เท่าที่เขาและชาวบ้านยังจำได้ มันเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว แม้ว่าจะพยายามช่วยกันป้องกันมากมายเพียงใดก็ตามที แต่เหตุการณ์เช่นนี้ก็ยังเกิดขึ้นอยู่เช่นเดิม…
เขาเป็นครูคนหนึ่งที่สอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ นักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้มีเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เขามาอยู่โรงเรียนแห่งนี้วันแรกจนถึงวันนี้ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เคยประสบปัญหาอะไรมากมายนักปัญหาแรกๆ ที่เขาเจอคือพ่อแม่ของเด็กไม่อยากให้ลูกๆ ของตัวเองมาโรงเรียน และเด็กบางคนก็ไม่อยากมา โรงเรียน เขาเคยทำคำร้องขอย้ายออกจากพื้นที่เพื่อให้คนอื่นเขามาสอนแทน แต่ก็ไม่มีใครยินดีที่จะย้ายมายังหมู่บ้านแห่งนี้เท่าใดนัก เพราะฉะนั้นในเมื่อไม่มีคนมาสอนเขาจึงต้องอยู่สอนที่โรงเรียนแห่งนี้ต่อไปแม้ว่าแรกๆ เขายังเข้ากับคนในหมู่บ้านไม่ได้ดีเท่าที่ควร แต่พออยู่นานไปทุกคนในหมู่บ้านก็รับเอาเขาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
เขานั่งมองเปลวไฟและถ่านเถ้าที่ยังคุกรุ่นอยู่ก่อนจะถอนหายใจอย่างแผ่วเบา…
ถึงแม้นว่าจะสร้างอาคารเรียนอย่างแน่นหนาปานใดก็ตามที ไฟมันก็ยังคงไหม้อยู่เช่นเดิม เหตุ-การณ์อย่างนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ ๓ ปีก่อน
เขาในฐานะเขาใหญ่ได้ปรึกษากับชาวบ้านเพื่อช่วยกันสอดส่องดูแลไม่ให้ปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาอีก แต่มันก็เกิดขึ้นมาจนได้ เมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นคงไม่มีใครจะเสียใจเท่ากับเขาอีกแล้ว เพราะถ้าไฟไหม้โรงเรียนก็เหมือนว่าไฟไหม้ฉากข้าวของเขาไปด้วยเช่นกัน
เมื่อไฟดับมอดลงชาวบ้านหลายคนก็ค่อยๆ ทยอยกลับบ้าน แต่บางคนก็ยังเฝ้ารอดูเหตุการณ์ ในจำนวนคนที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่นั้น บางคนก็อยากให้เขาตอบว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไฟไหม้โรงเรียนอีกครั้งเพราะสาเหตุอะไร?
เขาได้ยินคำถามที่ชาวบ้านถามกันไปถามกันมาเขารู้ว่าคำถามเหล่านั้นคนที่จะตอบมันได้ต้องเป็นเขาเพียงคนเดียว เขาไม่รู้จะอธิบายปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรดี เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาลูบตรงแก้มเพื่อเช็ดเหงื่อที่ไหลโทรมลงมา เขาอยากบอกกับใครๆ ว่า เขาเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะการสูญเสียในครั้งนี้มันใม่ใช่การสูญเสียเพียงน้ำเหงื่อน้ำแรงเท่านั้น แต่มันยังสูญเสียสถานที่ ซึ่งเป็นๆ ให้เด็กตัวเล็กๆ ในหมู่บ้านได้มารวมกัน
“ทุกสิ่งทุกอย่างมันหมดสิ้นแล้ว” เขาบ่นพึมพรำกับตัวเองก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง
“ทำไมมันถึงเกิดขึ้นรวดเร็วขนาดนี้?”
เมื่อเวลาผ่านไปนานสองนาน เปลวไฟหยุดการพิโรธลงอย่างสิ้นเชิง ความเงียบงันก็ได้เข้ามาแทนที่ความวุ่นวายอีกครั้ง ชาวบ้านพากันกลับบ้านไปหมดแล้ว แต่เขายังไม่กลับ เขายังนั่งมองกองเถ้าถ่านไฟกองนั้น ซึ่งกำลังค่อยๆ มอดดับลง และในขณะนั้นก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาแล้วนั่งลงข้างๆ เขา ชายคนนั้นเอ่ยกับเขาเบาๆ ว่า
“ครูไปนอนเสียเถอะ อย่าไปคิดอะไรมาก ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นมาหรอกและเราทุกคนก็ไม่ได้โทษเขาด้วย แต่เมื่อมันเป็นไปแล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไป ทุกสิ่งมันย่อมมีการเกิดขึ้นและมีการดับไปเป็นธรรมดา อีกไม่นานพวกเราก็คงจะมีโรงเรียนหลังใหม่เองแหละครู”
“ลุงก็พอรู้สาเหตุไม่ใช่หรือว่าไฟทำไมถึงไหม้?”
“ใช่! ผมรู้และเขาเองก็รู้ด้วยเช่นกันไม่ใช่หรือ?”
“ใช่! เราทั้งสองต่างรู้ แล้วทำไมเราไม่ช่วยกันป้องกันเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นมาอีก”
“ครู ผมว่าแม้นเราจะหาทางป้องกันมัน เราก็ทำไม่ได้หรอก เพราะไฟมันไม่ได้ไหม้ที่นี่ที่เดียว มันไหม้ไปทุกหย่อมหญ้า แผ่นดินที่เราเหยียบอยู่มันกลายเป็นไฟไปแล้วครูก็รู้ ครูไปนอนเสียเถอะ พรุ่งนี้เราค่อยมาว่ากันใหม่ว่าจะจัดการอย่างไร”
“ลุงไปนอนก่อนเถอะผมยังไม่ง่วง เมื่อผมง่วงแล้วผมจะตามไป”
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เสียงไก่ขันแว่วดังมาปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์ เขาลุกขึ้นหันหลังให้กับกองไฟนั้นแล้วเดินจากไป…
เขาไม่รู้ว่าเขาจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ดี เพราะอาคารหลังนี้มันเป็นอาคารหลังสุดท้ายแล้วที่โรงเรียนไกลปืนเที่ยงเช่นโรงเรียนแห่งนี้จะมี และคงอีกนานกว่าที่งบประมาณใหม่จะมาและอาคารหลังใหม่จะเกิดขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามทีสิ่งที่เขาไม่ต้องการอย่างที่สุดก็คือในวันพรุ่งนี้เขาไม่อยากเห็นดวงตาของเด็กน้อยที่กำลังเฝ้ามองเศษซากของอาคารเรียนหลังสุดท้ายของพวกเขาจมอยู่ใต้กองเถ้าถ่านบนแผ่นดินไฟผืนนี้
เสียงไก่ขันแว่วดังมาอีกครั้ง สัญญาณของรุ่งเช้าใกล้มาเยือน อีกไม่นานชาวบ้านในหมู่บ้านรวมทั้งตัวเขาก็จะได้ลุกขึ้นมาสวดมนต์ยามเช้าอันเป็นกิจวัตรทางศาสนาที่ต้องทำเป็นประจำ
เขางีบหลับไปอีกครั้งในยามใกล้รุ่งสางของวันคืนอันเลวร้ายนั้น…
เขาไม่อาจคาดเดาได้ว่าในวันรุ่งขึ้นแผ่นดินแห่งนี้ไฟจะลุกไหม้ขึ้นมาครั้งอีกเมื่อใดแต่สิ่งที่เป็นคำถามค้างคาอยู่ในใจของเขาเสมอมานั้นคือ เมื่อแผ่นดินลุกเป็นไฟ ทำไมไฟจึงลุกไหม้ที่โรงเรียนเป็นที่แรกอยู่เสมอ?
หลังจากเหตุการณ์เลวร้ายในตอนกลางคืนผ่านไปแล้ว ในตอนเช้าชาวบ้านจำนวนมากก็มายังโรงเรียน ทุกคนต่างไถ่ถามกันและกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น? แต่ไม่มีใครตอบว่ามันเกิดอะไรขึ้น อาคารเรียนหลังสุดท้ายจึงกลายเป็นกองเถ้าถ่าน
ย้อนหลังไปประมาณ ๕ วันก่อนที่ไฟจะไหม้อาคารเรียนหลังนี้ มีเจ้านายจากจังหวัดเดินทางมายังโรงเรียนแห่งนี้ เพื่อมาตรวจความเรียบร้อยของโรงเรียนตามปกติ แต่สำหรับการมาของเจ้านายจากจังหวัดในครั้งนั้น มันได้สร้างความลำบากใจให้กับเขาและคนในหมู่บ้านเป็นอย่างมาก
เจ้านายที่เดินทางมาในครั้งนั้นบอกกับคนทั้งหมู่บ้านว่าจะรื้ออาคารเก่าหลังนี้ออกแล้วสร้างอาคารหลังใหม่ตามงบประมาณที่ได้รับมา เพื่อรองรับนโยบายการปฏิรูปการศึกษา โรงเรียนจะมีอาคารปูนหลังใหม่ใหญ่กว่าอาคารไม้หลังนี้ และโรงเรียนจะกลายเป็นโรงเรียนในฝัน ชาวบ้านหลายคนไม่เห็นด้วย กับเจ้านายที่มาจากจังหวัด เพราะชาวบ้านอยากจะเก็บอาคารไม้หลังนี้เอาไว้เพื่อให้เป็นที่ศึกษาเรียนรู้ถึงความเป็นมาของอาคารหลังนี้สำหรับคนที่อยากรู้ เนื่องจากในปัจจุบันอาคารไม้อย่างนี้ในจังหวัดมันไม่มีที่อื่นอีกแล้วนอกจากที่โรงเรียนแห่งนี้
หลังจากเจ้านายจากในเมืองกลับไปแล้วก็มีกลุ่มคนที่มาจากบ้านของนายช่างผู้รับเหมาในเมืองมาด้อมๆ มองๆ และรบเร้าให้ชาวบ้านรื้ออาคารไม้หลังนี้เสีย พวกเขาจะได้สร้างอาคารหลังใหม่เสียที แต่คนในหมู่บ้านก็ไม่มีใครสนใจกับคนกลุ่มนั้น จนมาถึงวันนี้ วันที่อาคารไม้หลังนั้นถูกเผานั้นแหละเรื่องนี้จึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันอีกครั้ง
เขาในฐานะของเขาใหญ่ของโรงเรียนแห่งนี้รู้สึกลำบากใจพอสมควร เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“เรายกขบวนไปบุกบ้านมันเลยดีไหมครู?”
“ไม่ได้หรอก เพราะเรายังไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นจากฝีมือของพวกเขา หรือเกิดขึ้นจากความประมาทของพวกเรา”
เขาจำเป็นต้องตอบคนในหมู่บ้านไปเช่นนั้น เพราะเขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าคนในหมู่บ้านคิดอะไรอยู่ แต่ในวันนี้เขาต้องแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ แม้ว่าเขาไม่ได้สร้างมันขึ้นมาก็ตามที
“พี่น้องครับ เอาไว้ให้ผมรายงานหน่วยเหนือเสร็จแล้วเราค่อยมาคุยกันว่าจะทำอย่างไรกัน ตอนนี้พ่อแม่พี่น้องแยกย้ายกันกลับบ้านก่อนนะครับ ถ้ารู้เรื่องทุกอย่างแล้วผมจะแจ้งกับที่ประชุมของหมู่บ้านให้พี่น้องได้รู้กันทุกคน”
เหตุการณ์อันเลวร้ายนั้นผ่านไปได้ ๓ วันแล้วแต่ข่าวคราวต่างๆ ยังไม่มีความคืบหน้า ในช่วงนี้เขามีโอกาสได้พบกับนายช่างผู้รับเหมารับเหมาก่อสร้างที่เข้ามายังหมู่บ้านอีกครั้ง
“ผมบอกครูแล้วว่าให้รื้อครูก็ไม่เชื่อ สุดท้ายเป็นอย่างไรละ ไม้ก็ไม่ได้คืนสักแผ่น” นายช่างผู้รับเหมาพูดกับเขาก่อนที่จะสั่งให้ลูกน้องถ่ายรูปซากของอาคารเรียนที่จมอยู่ใต้กองเถ้าถ่านหลังนั้น
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ นายช่างผู้รับเหมาคนนั้นก็ขับรถออกไป แต่ก่อนที่จะกลับนั้นนายช่างได้พูดกับเขาว่า อีกไม่เกิน ๕-๖ เดือนครูก็จะเห็นอาคารหลังใหม่แล้ว
เขายืนมองรถคันนั้นวิ่งออกไปจากโรงเรียนจนลับตาก่อนจะทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวหมดแรงอีกครั้ง บัดนี้แผ่นดินที่เขายืนอยู่มันได้ลุกเป็นไฟไปเสียแล้ว ไฟเกิดขึ้นจากที่นี้วันนี้ พรุ่งนี้มันก็จะเกิดขึ้นที่อื่นอีกอย่างแน่นอน เพราะแผ่นดินผืนนี้มันมีไฟสุมอยู่ทุกที่ ไฟเหล่านี้ต่างรอการปะทุ แต่เวลาปะทุของมันต่างแตกต่างกันออกไป…
ในค่ำคืนของเดือนมืดข้างแรม ยามที่ผู้คนในหมู่บ้านกำลังหลับไหล เขาได้ตัดสินใจเดินออกจากโรงเรียนไปตามทางเดินแคบๆ ที่คนกลุ่มหนึ่งเคยเดินทางมาพบกับเขาในยามค่ำคืน เขาตัดสินใจทิ้งซากอาคารเรียนหลังนั้นไว้ในกองเถ้าถ่านไฟเบื้องหลัง เขาจากไปแล้วท่ามกลางปริศนาต่างๆ ที่ทิ้งไว้ให้คนในหมู่บ้านได้กล่าวถึงการหายไปของเขา
ครูของชาวบ้านจากไปพร้อมกับแสงไฟสุดท้ายในคืนเดือนมืด.....มีคนกล่าวไว้อย่างนั้น
ยามเช้าของวันรุ่งขึ้น ไม่มีใครในหมู่บ้านแม้แต่คนเดียวรู้ว่าครูของพวกเขาหายไปไหน การหายไปของเขาจึงกลายเป็นปริศนาที่อยู่ในใจของคนทุกคนในหมู่บ้านตลอดมา
หลังจากเขาหายไปได้ ๕ วันก็มีข่าวว่า นายช่างผู้รับเหมาถูกยิงตายขณะขับรถเข้าไปในเมือง ไม่มีใครในหมู่บ้านเศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของนายช่างผู้รับเหมา แต่พวกเขากลับสงสัยว่า ใครเป็นคนฆ่านายช่างผู้รับเหมา? มีบางคนในหมู่บ้านบอกว่า บางทีอาจเป็นเขา-เขาผู้หายไปจากหมู่บ้านอย่างปริศนาในคืนข้างแรม หลังจากวันที่อาคารเรือนหลังนั้นถูกไฟไหม้…

ตีพิมพ์ครั้งแรกสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับที่ ๒๐ วันศุกร์ที่ ๗ - วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๘






วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2550

บทกวี

สัมพันธภาพ

ไหลมาจากทั่วสารทิศ
จากขุนเขาสู่พื้นราบ
หญิงสาวและชายหนุ่มผู้เต็มเปี่ยมด้วยพลัง
สีขาวบริสุทธิ์งดงาม
ชายหนุ่มมาจากฝั่งซ้าย
หญิงสาวไซร้มาจากฝั่งขวา
นานเท่าใดแล้วที่ความรักเกิดขึ้นกับทั้งสอง
นานเท่าใดแล้วที่ทั้งสองต่างค่อยๆ เดินทางมาพบกัน
ในนามแห่งแม่น้ำสองสี
ความรักเกิดขึ้นที่นี้
ความรักสำหรับทั้งสองไม่มีพรมแดน
แล้วสัมพันธภาพแห่งความรักก็เกิดขึ้น
เมื่อทั้งสองเดินทางมาบรรจบกัน
งานแต่งงานของแม่น้ำถูกจัดขึ้นท่ามกลางหมู่ปลานับพัน นับหมื่น

บทกวี

เพียงความเป็นไปของนก

นกนางแอ่นและนกนางนวล
โผบินอยู่ข้างหน้าของฉันริมหาดทรายมานานแสนนาน
โดยกระพือปีกเพียงข้างหนึ่ง
ฉันมีความปรารถนาในกับการกลับมาร่วมกันของฝูงนกกระสา
ยามใดที่นกเป็ดน้ำหวาดกลัวภัยมันจะแอบนอนอยู่เงียบๆ ในรังของมัน
ยามนั้นฉันอยู่ที่บ้าน
ฉันเรียนรู้ที่จะไม่ไว้ใจกับสิ่งที่นกกาเหว่าเอามาร้องบอกข่าวลือเรื่องนกหัวขวาน
นกกระเต็นตัวน้อยมักมีไหวพริบในการโบยบินบนพื้นราบ
ฉันอดที่จะศรัทธาและยิ้มให้มันไม่ได้เมื่อพบเห็น
บ่อยครั้งที่เจ้านกแก้ว
พูดคำพูดที่น่าเห็นใจในการตื่นตระหนกของข้าวโพดคั่ว
ฉันมักนั่งเงียบเสมอ
ฉันมักไม่ตีค่าความสุขุมของเจ้ากาสูงเกินไป
เพราะฉันไม่เคยเชื่อใจในความยิ่งใหญ่ของกาตัวจ่าฝูง
แต่เมื่อนกกินแมลงตัวมีไรขนสีเหลืองที่หากินอยู่ที่ริมท่า
ต่างสวมหน้ากากเข้าหากัน
นกตัวเล็กก็กระซิบกับนกตัวใหญ่ว่า
“ในขณะที่ฉันหยุดการเติบโตเผ่าพันธุ์ของนกก็จะไม่มีอีกต่อไป”