วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2550

เรื่องสั้น

เรื่องสั้น:
“เปลวไฟในใจคน”
สุมาตร ภูลายยาว

คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด บรรยากาศค่ำคืนเงียบสงัดวังเวง ในความเงียบมีสายลมเย็นโชยพัดมาบางเบา สายลมไม่ได้พัดพาเอาความเย็นมาสู่บริเวณนั้นเพียงอย่างเดียว แต่สายลมที่โชยพัดมานั้นได้พัดพาเอาความร้อนมาด้วย…
เขานอนกระสับกระส่ายพลิกตัวกลับไปกลับมาหลายครั้ง เพราะไม่สามารถจะข่มดวงตาให้หลับลงได้เลยแม้แต่งีบเดียว เมื่อนอนไม่หลับ เขาจึงลุกขึ้นจากที่นอนแล้วเดินออกมาข้างนอกห้องลงมายังใต้ถุนบ้าน ขณะเดินฝ่าความมืดลงมาตามขั้นบันไดลงมาทีละขั้น เมื่อถึงบันไดขั้นสุดท้าย เขาก็มาหยุดอยู่ตรงบันไดขั้นสุดท้ายเนิ่นนาน ก่อนจะทรุดตัวลงนั่ง
เพราะความที่เขาเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี้ได้ไม่นานเท่ากับคนอื่นๆ เขาจึงไม่คุ้นชินกับอากาศมากนัก เพราะบางวันอากาศก็ร้อนปานศีรษะจะแตกเป็นเสี่ยงๆ บางวันอากาศเย็นจนหนาวยะเยือก ตอนมาถึงที่นี่ช่วงแรกๆ เขาเกือบจะไม่สบายอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็รอดพ้นมาได้
เขาบ่นพึมพรำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินพ้นออกมาจากบันไดมุ่งตรงไปยังสนามหญ้า เมื่อเดินมาถึง เขาก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง ทุกสิ่งทุกอย่างในความมืดข้างหน้า มันดูเลือนลางเหมือนว่าไม่มีอยู่จริง แม้จะมีอยู่จริงโดยเฉพาะอาคารเรียนหลังสุดท้ายที่เหลืออยู่ ซึ่งอยู่ตั้งเด่นอยู่ตรงข้างหน้าของเขาก็เห็นเพียงเงาสีดำตะคุ่มๆ อาคารเรียนหลังนี้สร้างขึ้นมาจากไม้เนื้อดีและสร้างอย่างวิจิตรบรรจงด้วยความร่วมมือของเขาใหญ่และช่างฝีมือชั้นเขาของหมู่บ้าน มันจึงดูสวยงามกว่าอาคารหลายๆ ของโรงเรียนที่มีอยู่ บริเวณด้านข้างของอาคารมีแปลงดอกไม้กำลังออกดอกสวยงาม บ่อยครั้งเหมือนกันที่มีคนต่างถิ่นมาขอซื้ออาคารหลังนี้ แต่เขาและชาวบ้านไม่เคยคิดจะขายมัน เพราะมันเป็นสมบัติมีค่าที่สรางความภิมใจให้กับเขาต่างถิ่นเช่นเขาและชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้าน
ขณะนั่งทอดอารมณ์คิดถึงเรื่องราวต่างๆ อยู่ ทันใดนั้น ! เขาก็ต้องหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว เพราะได้ยินเสียงร้องดังมาจากบ้านหลังใดหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน…
“ไฟไหม้ ไฟไหม้ ๆ” คำว่า ‘ไฟไหม้’ ได้ฉุดดึงห้วงภวังค์ของเขาให้เดินทางกลับเข้าสู่ความจริง หลังจากที่ปล่อยตัวเองล่องลอยไปกับความคิดคำนึงเสียเนิ่นนาน เขารีบวิ่งไปยังจุดที่คาดว่าจะเกิดเหตุ-การณ์ เขาวิ่งไปพร้อมๆ กับตะโกนว่า ไฟไหม้ไปด้วย
“ไฟไหม้ ไฟไหม้ ไฟไหม้โรงเรียนช่วยด้วย ช่วยด้วย!!! ”
เสียงตะโกนของเขาทำให้หลายบ้านที่ปิดไฟนอนไปแล้วเปิดไฟออกมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บางคนเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและตั้งสติได้บ้างก็วิ่งไปหาน้ำ บ้างก็หอบหิ้วเอาถังไปใส่น้ำ บ้างก็วิ่งเข้าไปในอาคารที่ไฟยังไหม้ไม่หมดเพื่อขนเอาเก้าอี้ออกมา เพราะความที่อาคารทั้งหลังทำจากไม้จึงทำให้เปลวไฟลุกลามไปอย่างรวดเร็วเหมือนเปลวไฟลามทุ่งแล้ง เพียงชั่วพริบตาเดียวอาคารเรียนทั้งหลังที่มีทั้ง โต๊ะ เก้าอี้ กระดาน-ดำ และหนังสือเรียนก็ถูกเปลวไฟกัดกินจนเกลี้ยง พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของเถ้าถ่านสีแดง!
แม้ว่าชาวบ้านจะมาช่วยกันดับไฟเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งเปลวไฟลงได้ เหตุ-การณ์อย่างนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เท่าที่เขาและชาวบ้านยังจำได้ มันเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว แม้ว่าจะพยายามช่วยกันป้องกันมากมายเพียงใดก็ตามที แต่เหตุการณ์เช่นนี้ก็ยังเกิดขึ้นอยู่เช่นเดิม…
เขาเป็นครูคนหนึ่งที่สอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ นักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้มีเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เขามาอยู่โรงเรียนแห่งนี้วันแรกจนถึงวันนี้ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เคยประสบปัญหาอะไรมากมายนักปัญหาแรกๆ ที่เขาเจอคือพ่อแม่ของเด็กไม่อยากให้ลูกๆ ของตัวเองมาโรงเรียน และเด็กบางคนก็ไม่อยากมา โรงเรียน เขาเคยทำคำร้องขอย้ายออกจากพื้นที่เพื่อให้คนอื่นเขามาสอนแทน แต่ก็ไม่มีใครยินดีที่จะย้ายมายังหมู่บ้านแห่งนี้เท่าใดนัก เพราะฉะนั้นในเมื่อไม่มีคนมาสอนเขาจึงต้องอยู่สอนที่โรงเรียนแห่งนี้ต่อไปแม้ว่าแรกๆ เขายังเข้ากับคนในหมู่บ้านไม่ได้ดีเท่าที่ควร แต่พออยู่นานไปทุกคนในหมู่บ้านก็รับเอาเขาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
เขานั่งมองเปลวไฟและถ่านเถ้าที่ยังคุกรุ่นอยู่ก่อนจะถอนหายใจอย่างแผ่วเบา…
ถึงแม้นว่าจะสร้างอาคารเรียนอย่างแน่นหนาปานใดก็ตามที ไฟมันก็ยังคงไหม้อยู่เช่นเดิม เหตุ-การณ์อย่างนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ ๓ ปีก่อน
เขาในฐานะเขาใหญ่ได้ปรึกษากับชาวบ้านเพื่อช่วยกันสอดส่องดูแลไม่ให้ปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาอีก แต่มันก็เกิดขึ้นมาจนได้ เมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นคงไม่มีใครจะเสียใจเท่ากับเขาอีกแล้ว เพราะถ้าไฟไหม้โรงเรียนก็เหมือนว่าไฟไหม้ฉากข้าวของเขาไปด้วยเช่นกัน
เมื่อไฟดับมอดลงชาวบ้านหลายคนก็ค่อยๆ ทยอยกลับบ้าน แต่บางคนก็ยังเฝ้ารอดูเหตุการณ์ ในจำนวนคนที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่นั้น บางคนก็อยากให้เขาตอบว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไฟไหม้โรงเรียนอีกครั้งเพราะสาเหตุอะไร?
เขาได้ยินคำถามที่ชาวบ้านถามกันไปถามกันมาเขารู้ว่าคำถามเหล่านั้นคนที่จะตอบมันได้ต้องเป็นเขาเพียงคนเดียว เขาไม่รู้จะอธิบายปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรดี เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาลูบตรงแก้มเพื่อเช็ดเหงื่อที่ไหลโทรมลงมา เขาอยากบอกกับใครๆ ว่า เขาเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะการสูญเสียในครั้งนี้มันใม่ใช่การสูญเสียเพียงน้ำเหงื่อน้ำแรงเท่านั้น แต่มันยังสูญเสียสถานที่ ซึ่งเป็นๆ ให้เด็กตัวเล็กๆ ในหมู่บ้านได้มารวมกัน
“ทุกสิ่งทุกอย่างมันหมดสิ้นแล้ว” เขาบ่นพึมพรำกับตัวเองก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง
“ทำไมมันถึงเกิดขึ้นรวดเร็วขนาดนี้?”
เมื่อเวลาผ่านไปนานสองนาน เปลวไฟหยุดการพิโรธลงอย่างสิ้นเชิง ความเงียบงันก็ได้เข้ามาแทนที่ความวุ่นวายอีกครั้ง ชาวบ้านพากันกลับบ้านไปหมดแล้ว แต่เขายังไม่กลับ เขายังนั่งมองกองเถ้าถ่านไฟกองนั้น ซึ่งกำลังค่อยๆ มอดดับลง และในขณะนั้นก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาแล้วนั่งลงข้างๆ เขา ชายคนนั้นเอ่ยกับเขาเบาๆ ว่า
“ครูไปนอนเสียเถอะ อย่าไปคิดอะไรมาก ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นมาหรอกและเราทุกคนก็ไม่ได้โทษเขาด้วย แต่เมื่อมันเป็นไปแล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไป ทุกสิ่งมันย่อมมีการเกิดขึ้นและมีการดับไปเป็นธรรมดา อีกไม่นานพวกเราก็คงจะมีโรงเรียนหลังใหม่เองแหละครู”
“ลุงก็พอรู้สาเหตุไม่ใช่หรือว่าไฟทำไมถึงไหม้?”
“ใช่! ผมรู้และเขาเองก็รู้ด้วยเช่นกันไม่ใช่หรือ?”
“ใช่! เราทั้งสองต่างรู้ แล้วทำไมเราไม่ช่วยกันป้องกันเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นมาอีก”
“ครู ผมว่าแม้นเราจะหาทางป้องกันมัน เราก็ทำไม่ได้หรอก เพราะไฟมันไม่ได้ไหม้ที่นี่ที่เดียว มันไหม้ไปทุกหย่อมหญ้า แผ่นดินที่เราเหยียบอยู่มันกลายเป็นไฟไปแล้วครูก็รู้ ครูไปนอนเสียเถอะ พรุ่งนี้เราค่อยมาว่ากันใหม่ว่าจะจัดการอย่างไร”
“ลุงไปนอนก่อนเถอะผมยังไม่ง่วง เมื่อผมง่วงแล้วผมจะตามไป”
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เสียงไก่ขันแว่วดังมาปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์ เขาลุกขึ้นหันหลังให้กับกองไฟนั้นแล้วเดินจากไป…
เขาไม่รู้ว่าเขาจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ดี เพราะอาคารหลังนี้มันเป็นอาคารหลังสุดท้ายแล้วที่โรงเรียนไกลปืนเที่ยงเช่นโรงเรียนแห่งนี้จะมี และคงอีกนานกว่าที่งบประมาณใหม่จะมาและอาคารหลังใหม่จะเกิดขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามทีสิ่งที่เขาไม่ต้องการอย่างที่สุดก็คือในวันพรุ่งนี้เขาไม่อยากเห็นดวงตาของเด็กน้อยที่กำลังเฝ้ามองเศษซากของอาคารเรียนหลังสุดท้ายของพวกเขาจมอยู่ใต้กองเถ้าถ่านบนแผ่นดินไฟผืนนี้
เสียงไก่ขันแว่วดังมาอีกครั้ง สัญญาณของรุ่งเช้าใกล้มาเยือน อีกไม่นานชาวบ้านในหมู่บ้านรวมทั้งตัวเขาก็จะได้ลุกขึ้นมาสวดมนต์ยามเช้าอันเป็นกิจวัตรทางศาสนาที่ต้องทำเป็นประจำ
เขางีบหลับไปอีกครั้งในยามใกล้รุ่งสางของวันคืนอันเลวร้ายนั้น…
เขาไม่อาจคาดเดาได้ว่าในวันรุ่งขึ้นแผ่นดินแห่งนี้ไฟจะลุกไหม้ขึ้นมาครั้งอีกเมื่อใดแต่สิ่งที่เป็นคำถามค้างคาอยู่ในใจของเขาเสมอมานั้นคือ เมื่อแผ่นดินลุกเป็นไฟ ทำไมไฟจึงลุกไหม้ที่โรงเรียนเป็นที่แรกอยู่เสมอ?
หลังจากเหตุการณ์เลวร้ายในตอนกลางคืนผ่านไปแล้ว ในตอนเช้าชาวบ้านจำนวนมากก็มายังโรงเรียน ทุกคนต่างไถ่ถามกันและกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น? แต่ไม่มีใครตอบว่ามันเกิดอะไรขึ้น อาคารเรียนหลังสุดท้ายจึงกลายเป็นกองเถ้าถ่าน
ย้อนหลังไปประมาณ ๕ วันก่อนที่ไฟจะไหม้อาคารเรียนหลังนี้ มีเจ้านายจากจังหวัดเดินทางมายังโรงเรียนแห่งนี้ เพื่อมาตรวจความเรียบร้อยของโรงเรียนตามปกติ แต่สำหรับการมาของเจ้านายจากจังหวัดในครั้งนั้น มันได้สร้างความลำบากใจให้กับเขาและคนในหมู่บ้านเป็นอย่างมาก
เจ้านายที่เดินทางมาในครั้งนั้นบอกกับคนทั้งหมู่บ้านว่าจะรื้ออาคารเก่าหลังนี้ออกแล้วสร้างอาคารหลังใหม่ตามงบประมาณที่ได้รับมา เพื่อรองรับนโยบายการปฏิรูปการศึกษา โรงเรียนจะมีอาคารปูนหลังใหม่ใหญ่กว่าอาคารไม้หลังนี้ และโรงเรียนจะกลายเป็นโรงเรียนในฝัน ชาวบ้านหลายคนไม่เห็นด้วย กับเจ้านายที่มาจากจังหวัด เพราะชาวบ้านอยากจะเก็บอาคารไม้หลังนี้เอาไว้เพื่อให้เป็นที่ศึกษาเรียนรู้ถึงความเป็นมาของอาคารหลังนี้สำหรับคนที่อยากรู้ เนื่องจากในปัจจุบันอาคารไม้อย่างนี้ในจังหวัดมันไม่มีที่อื่นอีกแล้วนอกจากที่โรงเรียนแห่งนี้
หลังจากเจ้านายจากในเมืองกลับไปแล้วก็มีกลุ่มคนที่มาจากบ้านของนายช่างผู้รับเหมาในเมืองมาด้อมๆ มองๆ และรบเร้าให้ชาวบ้านรื้ออาคารไม้หลังนี้เสีย พวกเขาจะได้สร้างอาคารหลังใหม่เสียที แต่คนในหมู่บ้านก็ไม่มีใครสนใจกับคนกลุ่มนั้น จนมาถึงวันนี้ วันที่อาคารไม้หลังนั้นถูกเผานั้นแหละเรื่องนี้จึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันอีกครั้ง
เขาในฐานะของเขาใหญ่ของโรงเรียนแห่งนี้รู้สึกลำบากใจพอสมควร เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“เรายกขบวนไปบุกบ้านมันเลยดีไหมครู?”
“ไม่ได้หรอก เพราะเรายังไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นจากฝีมือของพวกเขา หรือเกิดขึ้นจากความประมาทของพวกเรา”
เขาจำเป็นต้องตอบคนในหมู่บ้านไปเช่นนั้น เพราะเขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าคนในหมู่บ้านคิดอะไรอยู่ แต่ในวันนี้เขาต้องแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ แม้ว่าเขาไม่ได้สร้างมันขึ้นมาก็ตามที
“พี่น้องครับ เอาไว้ให้ผมรายงานหน่วยเหนือเสร็จแล้วเราค่อยมาคุยกันว่าจะทำอย่างไรกัน ตอนนี้พ่อแม่พี่น้องแยกย้ายกันกลับบ้านก่อนนะครับ ถ้ารู้เรื่องทุกอย่างแล้วผมจะแจ้งกับที่ประชุมของหมู่บ้านให้พี่น้องได้รู้กันทุกคน”
เหตุการณ์อันเลวร้ายนั้นผ่านไปได้ ๓ วันแล้วแต่ข่าวคราวต่างๆ ยังไม่มีความคืบหน้า ในช่วงนี้เขามีโอกาสได้พบกับนายช่างผู้รับเหมารับเหมาก่อสร้างที่เข้ามายังหมู่บ้านอีกครั้ง
“ผมบอกครูแล้วว่าให้รื้อครูก็ไม่เชื่อ สุดท้ายเป็นอย่างไรละ ไม้ก็ไม่ได้คืนสักแผ่น” นายช่างผู้รับเหมาพูดกับเขาก่อนที่จะสั่งให้ลูกน้องถ่ายรูปซากของอาคารเรียนที่จมอยู่ใต้กองเถ้าถ่านหลังนั้น
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ นายช่างผู้รับเหมาคนนั้นก็ขับรถออกไป แต่ก่อนที่จะกลับนั้นนายช่างได้พูดกับเขาว่า อีกไม่เกิน ๕-๖ เดือนครูก็จะเห็นอาคารหลังใหม่แล้ว
เขายืนมองรถคันนั้นวิ่งออกไปจากโรงเรียนจนลับตาก่อนจะทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวหมดแรงอีกครั้ง บัดนี้แผ่นดินที่เขายืนอยู่มันได้ลุกเป็นไฟไปเสียแล้ว ไฟเกิดขึ้นจากที่นี้วันนี้ พรุ่งนี้มันก็จะเกิดขึ้นที่อื่นอีกอย่างแน่นอน เพราะแผ่นดินผืนนี้มันมีไฟสุมอยู่ทุกที่ ไฟเหล่านี้ต่างรอการปะทุ แต่เวลาปะทุของมันต่างแตกต่างกันออกไป…
ในค่ำคืนของเดือนมืดข้างแรม ยามที่ผู้คนในหมู่บ้านกำลังหลับไหล เขาได้ตัดสินใจเดินออกจากโรงเรียนไปตามทางเดินแคบๆ ที่คนกลุ่มหนึ่งเคยเดินทางมาพบกับเขาในยามค่ำคืน เขาตัดสินใจทิ้งซากอาคารเรียนหลังนั้นไว้ในกองเถ้าถ่านไฟเบื้องหลัง เขาจากไปแล้วท่ามกลางปริศนาต่างๆ ที่ทิ้งไว้ให้คนในหมู่บ้านได้กล่าวถึงการหายไปของเขา
ครูของชาวบ้านจากไปพร้อมกับแสงไฟสุดท้ายในคืนเดือนมืด.....มีคนกล่าวไว้อย่างนั้น
ยามเช้าของวันรุ่งขึ้น ไม่มีใครในหมู่บ้านแม้แต่คนเดียวรู้ว่าครูของพวกเขาหายไปไหน การหายไปของเขาจึงกลายเป็นปริศนาที่อยู่ในใจของคนทุกคนในหมู่บ้านตลอดมา
หลังจากเขาหายไปได้ ๕ วันก็มีข่าวว่า นายช่างผู้รับเหมาถูกยิงตายขณะขับรถเข้าไปในเมือง ไม่มีใครในหมู่บ้านเศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของนายช่างผู้รับเหมา แต่พวกเขากลับสงสัยว่า ใครเป็นคนฆ่านายช่างผู้รับเหมา? มีบางคนในหมู่บ้านบอกว่า บางทีอาจเป็นเขา-เขาผู้หายไปจากหมู่บ้านอย่างปริศนาในคืนข้างแรม หลังจากวันที่อาคารเรือนหลังนั้นถูกไฟไหม้…

ตีพิมพ์ครั้งแรกสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับที่ ๒๐ วันศุกร์ที่ ๗ - วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๘






วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2550

บทกวี

สัมพันธภาพ

ไหลมาจากทั่วสารทิศ
จากขุนเขาสู่พื้นราบ
หญิงสาวและชายหนุ่มผู้เต็มเปี่ยมด้วยพลัง
สีขาวบริสุทธิ์งดงาม
ชายหนุ่มมาจากฝั่งซ้าย
หญิงสาวไซร้มาจากฝั่งขวา
นานเท่าใดแล้วที่ความรักเกิดขึ้นกับทั้งสอง
นานเท่าใดแล้วที่ทั้งสองต่างค่อยๆ เดินทางมาพบกัน
ในนามแห่งแม่น้ำสองสี
ความรักเกิดขึ้นที่นี้
ความรักสำหรับทั้งสองไม่มีพรมแดน
แล้วสัมพันธภาพแห่งความรักก็เกิดขึ้น
เมื่อทั้งสองเดินทางมาบรรจบกัน
งานแต่งงานของแม่น้ำถูกจัดขึ้นท่ามกลางหมู่ปลานับพัน นับหมื่น

บทกวี

เพียงความเป็นไปของนก

นกนางแอ่นและนกนางนวล
โผบินอยู่ข้างหน้าของฉันริมหาดทรายมานานแสนนาน
โดยกระพือปีกเพียงข้างหนึ่ง
ฉันมีความปรารถนาในกับการกลับมาร่วมกันของฝูงนกกระสา
ยามใดที่นกเป็ดน้ำหวาดกลัวภัยมันจะแอบนอนอยู่เงียบๆ ในรังของมัน
ยามนั้นฉันอยู่ที่บ้าน
ฉันเรียนรู้ที่จะไม่ไว้ใจกับสิ่งที่นกกาเหว่าเอามาร้องบอกข่าวลือเรื่องนกหัวขวาน
นกกระเต็นตัวน้อยมักมีไหวพริบในการโบยบินบนพื้นราบ
ฉันอดที่จะศรัทธาและยิ้มให้มันไม่ได้เมื่อพบเห็น
บ่อยครั้งที่เจ้านกแก้ว
พูดคำพูดที่น่าเห็นใจในการตื่นตระหนกของข้าวโพดคั่ว
ฉันมักนั่งเงียบเสมอ
ฉันมักไม่ตีค่าความสุขุมของเจ้ากาสูงเกินไป
เพราะฉันไม่เคยเชื่อใจในความยิ่งใหญ่ของกาตัวจ่าฝูง
แต่เมื่อนกกินแมลงตัวมีไรขนสีเหลืองที่หากินอยู่ที่ริมท่า
ต่างสวมหน้ากากเข้าหากัน
นกตัวเล็กก็กระซิบกับนกตัวใหญ่ว่า
“ในขณะที่ฉันหยุดการเติบโตเผ่าพันธุ์ของนกก็จะไม่มีอีกต่อไป”

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2550

บทกวี

เมล็ดพันธุ์แห่งพื้นดิน

สายฝนแห่งฤดูกาลบอกกล่าวความชุ่มชื้นลงสู่พื้นดิน
แมลงปอเดินทางจากสายน้ำสู่ท้องทุ่ง
ขยับปีกร่ายรำอยู่เหนือท้องทุ่งแห่งนั้น
แม่โพสพกำลังตั้งท้อง
ต้นข้าวก่อกำเนิดเมล็ดพันธุ์
เมล็ดพันธุ์พื้นเมืองกำลังเดินทางจากเขียวสดสู่ความเหลืองอร่าม
ศาลเพียงตาไม้ไผ่สานคือพิธีกรรมของการร้อยรัดผู้คนและพื้นดินเข้าด้วยกัน
ตรงคันนาริมทางเดิน
ความเชื่อ-ความศรัทธา-ความเคารพนับถือถูกโปรายหว่านอีกครั้ง
เมฆฝนชุดสุดท้ายแวะเวียนมาทายทักขุนเขาด้วยสายฝนบางเบา
ดั่งการหลั่งน้ำตาบอกลาฤดูกาลสู่อีกหนึ่งฤดูกาล
การพลัดพรากเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ไต่สายตาขึ้นสู่ยอดภูเขาสูง
ไร่ข้าวบนภูเขากำลังแตกกอชูช่อ
เมื่อสายลมโหมพัดเปลี่ยนทิศ
ลมหนาวเย็นมาเยี่ยมเยือนผิวกาย
เมล็ดพันธุ์แห่งพื้นดินดั่งทองคำจะงอกเงยขึ้นบนท้องทุ่งแห่งภูเขา

บทกวี

บนฝั่งฝันของชีวิต

ข้ามน้ำ..ข้ามขุนเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
รอยย่ำของฝ่าเท้าทับรอยเท้า
บนหนทางของการย่างก้าวล้วนเจ็บปวด
มือแต่ละข้างหอบหิ้วครัวเรือนลูกหลาน, ร่อนเร่
การพลัดพรากที่มิได้เชื้อเชิญในห้วงแห่งการเดินทาง
เดินทาง ....เดินทาง
ยามแผ่นดินหม่นเศร้า
ยางแดง ... ยางขาว ... ยางพุทธ ...ยางคริสต์
อพยพ
หนีปืน ...ลูกปืน ...ลูกหาบ...ทั้งกับดักของระเบิดชั่วร้าย
ทุกข์หนักเกิดขึ้นบนแผ่นดินทุกข์
บ่าแบกของ ... แบกสัมภาระ
แบกทุกข์...ทุกข์หนักบนบ่า
บนฝั่งฝันของชีวิตล้วนคือชะตากรรมแห่งความหม่นเศร้า
ในรอยทางของการอพยพ
ค่ำคืนที่สายฝนพร่างพรม
ร่างกายไหวสะท้านหนาวเหน็บ, บางทีอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ
สายฝนบนใบหน้าแห่งความหวาดกลัวนั้นต่างหากสำคัญกว่า
เหนือแผ่นดินที่เสียงปืนไม่เคยสงบเงียบ
คนในป่า-เคลื่อนย้าย-โยกย้ายอีกครั้งและอีกครั้ง
เพื่อการแสวงหาแผ่นดินปลอดภัยไร้ภัย
บนแผ่นดินที่ไร้แผ่นดินให้ย่างเหยียบ
ชีวิตที่เหลืออยู่ล้วนเพื่อแผ่นดิน
บนฝั่งของชีวิตล้วนมีอยู่เพื่อแผ่นดิน

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ความเรียง

ลอยไปกับสายน้ำ
“ผู้คนบนสายน้ำแห่งความทรงจำ”
สุมาตร ภูลายยาว

ภาพที่๑ ยามเช้าในฤดูหนาวของวันหนึ่ง ภาพนี้คงเป็นความผูกพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับสายน้ำไม่ได้มากมายนัก แต่หากว่ามันเป็นการเรียนรู้เริ่มต้น เด็กกำลังเดินตามรอยเท้าของผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นรอยเท้าแห่งความดีงามที่ฝากฝังไว้บนรายทรายนั้น รอยเท้าเช่นนี้ยากนักที่จะมีพายุใดพัดลอยความดีบนรอยทรายให้หายไปได้
สถานที่ ริมหาดทราย แม่น้ำสาละวิน บ้านสบเมย แม่ฮ่องสอน...

ภาพที่ ๒ ขณะแสงสุดท้ายของวันใกล้ลับขอบฟ้า หากแสงสุดท้ายหมายถึงการจบสิ้นลงของการทำงานในแต่ละวัน ชีวิตคนเราก็คงเช่นเดียวกัน เราล้วนเดินทางไปสู่วันสุดท้ายของชีวิตเช่นกัน
สถานที่ ริมแม่น้ำโขงที่บ้านดอนที่ เชียงของ... (เดิมเป็นภาพสี แต่มาทำให้เป็นภาพขาวดำ)

ภาพที่ ๓ เรือกำลังเดินทางไปหาปลา สายน้ำสายชีวิตล้วนเกื้อหนุนให้คนได้อาศัย เนิ่นนานที่คนได้มีชีวิต แต่ชีวิตของคนนั้นสั้นกว่าแม่น้ำทุกสาย
สถานที่ บนสะพานอิงอุดม สะพานข้ามแม่น้ำอิงก่อนถึงบ้านปากอิงใต้ เชียงของ...

ภาพที่ ๔ เด็กน้อยชาวกัมพูชากำลังเอาอ่างมาทำเป็นเรือ เพื่อพายเรือในอ่างขอเงินจากนักท่องเที่ยว ในหนึ่งสายน้ำ ชีวิตของคนที่พึ่งพาอาศัยแม่น้ำก็ล้วนแตกต่างกันออกไป แต่บนความแตกต่างนั้นย่อมมีความสมดุลย์เล็กๆ ซ่อนอยู่ แต่ทว่ามุมแห่งความสมดุลย์นั้นหายากพอๆ กับการงมเข็มเล่มละบาทในทะเลสาป
สถานที่ ทะเลสาปเขมร ประเทศกัมพูชา...
ภาพที่ ๕ การยกมือขึ้นในลักษณะนี้บางทีอาจไม่ได้บอกถึงการอำลา แต่หากว่า มันอาจหมายถึงหลายสิ่งหลายอย่าง บางทีการยกมือขึ้นของคน อาจหมายถึงการบอกกล่าวต้อนรับกันก็เป็นได้ เช่นกันภาพนี้หากเปรียบเป็นการยกมือก็คงเป็นการทักทาย เพื่อเริ่มต้นบันทึกความทรงจำของผู้คนที่ผ่านพบบนสายน้ำแห่งใดแห่งหนึ่ง บางครั้งมิตรภาพเพียงชั่วครั้งชั่วคราวของคนแปลกหน้า ยังดีกว่ารอยยิ้มของคนคุ้นเคย
สถานที่ ทะเลสาปเขมร ประเทศกัมพูชา...

บ่อยครั้งที่ได้ออกเดินทางไปสู่ดินแดนแห่งใหม่ ข้าพเจ้าเคยคิด เคยฝันทั้งที่ยังไม่หลับว่า จะมีสักครั้งไหมที่คนแปลกหน้าเหล่านั้นรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย เราจะได้พูดคุยกันโดยไม่ต้องขยับริมฝีปาก เพราะบางครั้งการขัยบริมฝีปากของคนเราก็นำพาสิ่งไม่ดีมาให้มากกว่าสิ่งที่ดี
ภาพถ่ายหลายภาพได้พาให้เดินทางหวนกลับคืนไปรำลึกถึงวันที่ผ่านเลย แต่ไม่เคยเลยไป บ่อยครั้งบนสายน้ำ สายหนึ่ง ชีวิตของคนเรา--เราล้วนมีชะตากรรมที่ไม่ได้แตกต่างกัน แต่ทว่าบนชะตากรรมที่เราประสพ เราจะเลือกบันทึกไว้มุมใดของชีวิต เราจะบันทึกมันไว้ด้วยกล้องชนิดใด หรือกระดาษชนิดใด
มีเรื่องเล่าชวนขันอยู่เรื่องหนึ่งว่า “แท้จริงแล้วคนเราต่างเดินทางมาพบกัน เพื่อการจากพรากแทบทั้งสิ้น”
เคยมีบางคนบอกกล่าวว่า “สายน้ำไม่มีวันไหลกลับ แต่แท้จริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ สายน้ำไม่เคยไหลกลับมาก็จริง แต่สายน้ำได้หลอมละลายเป็นไอน้ำ เพื่อการกลับมาของสายน้ำครั้งใหม่ เช่นกันมิตรภาพของคนเราต่างหายไป เพื่อการกลับมาใหม่เช่นกัน”

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ความเรียง

เชียงคาน: เมืองแห่งแม่น้ำสามสาย
สายลมแล้งของเดือนมีนาคมพัดมาเฉื่อยช้า แดดยามสายร้อนจนคนศีรษะล้านไม่อยากเดินผ่านแดด ฉันนั่งจ่อมจมอยู่กับความเรื่อยเฉื่อยรอเพื่อนร่วมทาง วันนี้เรานัดหมายกันเดินทางสู่บ้านท่าดีหมี ตำบลปากตม ยามเช้าที่ได้ปลดปล่อยอยู่กับความเรื่อยเฉื่อย เหมือนว่าชีวิตไร้พันธนาการจากเวลา นานแล้วที่ชีวิตไม่ได้เป็นอย่างนี้ เบื้องหน้าของฉันคือแม่น้ำโขง ฤดูแล้งน้ำลดลงจนตลิ่งสูงขึ้นมา อารมณ์นั้นฉันคิดถึงคำงายจากตลิ่งสูงซุงหนักขึ้นมาฉับพลัน ถัดจากตลิ่งลงไป คนหาปลา ๓-๔ กำลังสาละวนวิดน้ำออกจากเรือ เช้านี้พวกเขากำลังจะเดินทางออกสู่แม่น้ำเพื่อหาปลา
กล่าวกันโดยทั่วไปแล้ว ผู้คนริมฝั่งน้ำต่างได้พึ่งพาอาศัยแม่น้ำตลอดมา แม่น้ำจึงเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตตั้งแต่เช้าจรดเย็น บางคนหาปลา บางคนทำเกษตรริมน้ำ บางคนมีเรือพานักท่องเที่ยวล่องเรือชมแม่น้ำ นอกจากจะมีความสำคัญเชิงระบบนิเวศแล้ว แม่น้ำยังมีความสำคัญในด้านอันก่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจของชุมชนอีกด้วย
ย้อนกลับไปเมื่อ ๒ วันที่ผ่านมา ฉันมาถึงอำเภอแห่งนี้ในยามค่ำคืน แต่กว่าจะมาถึงก็เหนื่อยไปตามๆ กัน เพราะความที่คณะเดินทางของเราไม่มีใครรู้เส้นทางจึงอาศัยดูแผนที่ทางหลวง แต่เอาเข้าจริงๆ แผนที่ทางหลวงก็ทำพวกเราหลงทาง แต่แปลกการหลงทางไม่มีใครบ่นอะไรสักคำเดียว ทุกคนกลับยินดีด้วยซ้ำ เพราะนี่เป็นการหลงทางบนถนนเลียบริมแม่น้ำโขงเส้นที่สวยที่สุดเส้นหนึ่ง
ในคณะเดินทางของเราไม่มีใครเลยเคยมาถึงอำเภอแห่งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับอำเภอแห่งนี้ก็มีน้อยเต็มที หากเทียบกับการเดินทางครั้งก่อน แต่ก็นั้นแหละ เพราะความไม่เคยชินกับถนนหนทาง คณะของเราจึงหลงทางที่เรียกว่าพร้อมใจกันหลง และมีความสุขกับการหลงทาง แม้ว่าการหลงทางจะเป็นการเสียเวลาก็ตาม หากมองลึกลงไปในรายละเอียดของการเดินทางครั้งนี้ คณะเดินทางของเราตัดสินใจร่วมกันแล้วว่า พวกเราจะเอาใจใส่กับเวลาให้น้อยที่สุด
แล้วการเดินทางอันยาวนานก็สิ้นสุดลงเมื่อรถเคลื่อนสู่ตัวอำเภอเชียงคาน ปลายทางของการเดินทางในครั้งนี้...
แก่งคุดคู้-คนเชียงคาน, วันวาร-วันนี้
“แก่งคุดคู้” แก่งหินขนาดใหญ่ที่ทอดตัวขวางลำน้ำโขงในช่วงที่ไหลผ่านอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ด้วยสภาพธรรมชาติที่ประกอบด้วยกลุ่มก้อนหินสีดำขนาดมหึมา ในยามที่น้ำไหลกระทบจะก่อให้เกิดเสียงดังสนั่น
คนเชียงคานในอดีตก็เกิดความสงสัยในความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้เช่นเดียวกัน ผู้เฒ่ารุ่นก่อนจึงได้สร้างตำนาน “จึ่งคึงดังแดง” ขึ้นมาเพื่ออธิบายความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของน้ำโขงในบริเวณนี้ ตามตำนานกล่าวว่า
นานมาแล้วมีนายพรานชาวลาวคนหนึ่งชื่อตาจึ่งคึง นายพรานผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ มีจมูกสีแดงใบโต ซึ่งรูจมูกนั้นกว้างมากในยามที่ตาจึ่งคึงนอนหลับ เด็กๆ ได้แอบเข้าไปเล่นสะบ้าในรูจมูก จึงมีคำกล่าวเป็นภาษาเลยว่า “จึ่งคึงดังแดง นอนตะแคงจุฟ้า เด็กน้อยเล่นสะบ้าอยู่ในฮูดัง”
ตาจึ่งคึงเป็นผู้มีความสามารถในการล่าเนื้อป่า (สัตว์ป่า) และเนื้อน้ำ (สัตว์น้ำ) ความเก่งกาจของเขาเป็นที่เลื่องลือไปไกลในทั่วสารทิศ บ่ายวันหนึ่งในขณะที่ตาจึ่งคึงกำลังหาปลาอยู่ริมแม่น้ำโขงได้แลไปเห็นควายเงินตัวใหญ่มากินน้ำอยู่ฝั่งตรงข้าม ด้วยความปรารถนาที่อยากจะกินเนื้อควายสีเงินตัวนี้ ตาจึ่งคึงจึงซุ่มดักยิงควายเงินอยู่ที่พุ่มไม้ริมน้ำ ในระหว่างที่เขากำลังเหนี่ยวไกปืนได้มีเรือสินค้าแล่นมาจากทางใต้ ควายเงินเห็นเรือสินค้าเกิดตกใจวิ่งหนีเข้าป่า ตาจึ่งคึงจึงยิงพลาดเป้า ด้วยความโกรธพ่อค้าที่เป็นเหตุให้เขาไม่สามารถล่าควายเงินได้ ตาจึ่งคึงจึงยิงปืนไปที่ภูเขาลูกหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมน้ำฝั่งลาวเพื่อระบายความโกรธ ด้วยความแรงของกระสุนปืนทำให้ยอดเขานั้นขาดวิ่นไป ซึ่งในเวลาต่อมาภูเขาลูกนี้จึงได้ชื่อว่า “ผาแบ่น” และหมู่บ้านในฝั่งไทยที่อยู่ตรงข้ามก็ถูกเรียกว่า “บ้านผาแบ่น” (แบ่น หมายถึง เล็ง)
ไม่เพียงเท่านี้ตาจึ่งคึงได้หาวิธีที่จะทำให้เรือสินค้าไม่รบกวนการล่าสัตว์ของเขา โดยตาจึ่งคึงได้นำก้อนหินจากภูเขามากั้นลำน้ำไว้ เณรน้อยเห็นดังนั้นจึงคิดว่าถ้าหากตาจึ่งคึงนำหินมากั้นน้ำโขงได้สำเร็จคงจะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนและสัตว์ที่อาศัยน้ำโขงในการดำรงชีพและเป็นเส้นทางสัญจรไปมา เณรน้อยจึงได้ออกอุบายให้ตาจึ่งคึงนำไม้ไผ่มาทำเป็นไม้คานใช้ในการหาบก้อนหิน เพราะการทำเช่นนี้จะใช้เวลาน้อยกว่าถือหินไปที่ละก้อน ตาจึ่งคึงหลงเชื่อกลอุบาย จึงนำไม้ไผ่มาทำเป็นไม้คานหาบก้อนหิน ในระหว่างที่หาบไปนั้นไม้คานเกิดหัก ความคมของไม้คานซึ่งเป็นไม้ไผ่ได้บาดคอตาจึ่งคึงถึงแก่ความตาย ร่างของตาจึ่งคึงนอน ตายในลักษณะคุดคู้ บริเวณที่เขานำก้อนหินมากั้นน้ำไว้จึงได้ชื่อว่า “แก่งคุดคู้”
ส่วนควายเงินในเวลาต่อมาได้ตายลงชาวบ้านได้นำเนื้อส่วนหนึ่งมาผ่าแบ่งกัน บริเวณที่ชาวบ้านนำเนื้อควายมาผ่าแบ่งกันนั้นได้ชื่อว่า “ห้วยน้ำปาด” ในเขตอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
ส่วนซากควายเงินที่เหลือนั้นได้กลายเป็นภูเขาใหญ่อยู่บริเวณทางทิศใต้ของแก่งคุดคู้มีชื่อว่า “ภูควายเงิน”
แม่น้ำโขงนับตั้งแต่แก่งคุดคู้ลงไปทางทิศตะวันออกจนถึงอำเภอปากชมจะเต็มไปด้วยเกาะแก่งหินมากมาย ซึ่งนอกจากแก่งคุดคู้แล้วยังมีแก่งฟ้า แก่งจันทร์เป็นแก่งที่สำคัญอีกด้วย สภาพระบบนิเวศที่สลับซับซ้อนของแก่งเหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของปลา และสัตว์น้ำนานาชนิด ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม น้ำในแม่น้ำโขงเริ่มลด เผยให้เห็นบรรดาเกาะแก่งต่างๆ มากมาย ซึ่งชาวบ้านได้ใช้เกาะแก่งเหล่านี้เป็นพื้นที่ในการหาปลา
ด้วยความที่เมืองเชียงคานมีปลาอยู่มาก และรสชาติดีจึงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปทั้งชุมชนที่อยู่ในบริเวณริมน้ำโขง และชุมชนที่อยู่ลึกเข้าไปในบริเวณแม่น้ำสาขา เมื่อชาวเชียงคานจับปลาน้ำโขงได้ก็จะนำมาแปรรูปเป็นปลาร้า ปลาส้ม ปลาจ่อม ปลาแห้งไว้กินในครัวเรือน และนำเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนกับชุมชนอื่นที่อยู่ไกลแม่น้ำโขงออกไป โดยใช้เส้นทางหลักในการสัญจรแลกเปลี่ยนสินค้าคือ “แม่น้ำเลย” แม่น้ำสาขาที่สำคัญของแม่น้ำโขงในบริเวณนี้
แก่งคุดคู้ และวิถีชีวิตของคนเชียงคานเริ่มเปลี่ยนแปลงจาก “ยุคหาอยู่หากินเป็นยุคหาซื้อหาขาย” ในช่วงประมาณทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา เมื่อมีนายทุนเหมืองแร่เข้ามาจับจองที่ดินริมฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณแก่งคุดคู้ การเข้ามาของนายทุนได้ทำให้ชาวบ้านไม่มีที่ดินในการปลูกฝ้ายเหมือนเช่นเคย และนอกจากนี้นายทุนได้สร้างบ้านพักและได้ตัดถนนเข้าสู่ตัวแก่ง ซึ่งได้ทำให้ความงดงามตามธรรมชาติของแก่งคุดคู้เป็นที่ประจักษ์แก่คนภายนอก
เมื่อมีคนภายนอกเข้ามาเที่ยวชมมากขึ้น ชาวบ้านน้อยชุมชนบริเวณใกล้เคียงจึงได้ช่วยกันตัดต้นไม้ ถางหญ้าปรับปรุงพื้นที่ และได้ทำอาหาร เครื่องดื่มมาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว เป็นต้นว่า ส้มตำ กุ้งเต้น ถั่วลิสงคั่ว น้ำมะพร้าว น้ำอ้อย ฯลฯ ในเวลาต่อมาทางราชการมีความเห็นที่จะพัฒนาแก่งคุดคู้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด จึงได้เข้ามาดำเนินการในการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ ร้านจำหน่ายสินค้า จุดชมวิว ลานจอดรถ ห้องน้ำ เป็นต้น
อาชีพที่ทำรายได้ให้กับชาวบ้านอีกอย่างคือ การขับเรือนำเที่ยวล่องแม่น้ำโขง ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ขับเรือนี้ในอดีตคือพรานปลาผู้คุ้นเคยกับแม่น้ำมาเป็นอย่างดี ซึ่งนับตั้งแต่แก่งคุดคู้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเป็นต้นมา พรานปลาเหล่านี้ได้หาปลา และขับเรือควบคู่กันไปด้วย โดยรายได้จากการขับเรือในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้ถึงวันละ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาทต่อคน
ในปัจจุบันน้ำโขงเมืองเชียงคานได้ซ่อนภาวะวิกฤตหลายอย่างอันเกิดจากการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำโขงตอนบน การขึ้นลงของระดับน้ำโขงที่ผิดปกติได้ส่งผลกระทบวิถีชีวิตคนเชียงคานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวไม่อาจคาดการณ์ฤดูกาลท่องเที่ยวแก่งคุดคู้ตามสภาพธรรมชาติเช่นเดิม ซึ่งได้ทำให้นักท่องเที่ยวผิดหวังเมื่อมาเที่ยวชม ชาวบ้านมีรายได้ลดลงจากเดิม ร้านอาหาร ที่พักเริ่มเงียบเหงา
แม่วรรณ เครือทองศรี ได้เล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “น้ำโขงเดี๋ยวนี้มันขึ้นเร็ว ลงเร็วไม่เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนช่วงหลังปีใหม่ไม่นานมันไม่ลดไปต่ำขนาดนั้น แต่เดี๋ยวนี้ลดต่ำลงมาก บางวันเขาปล่อยน้ำมามันก็มา คนที่เคยมาเที่ยวเขาแปลกใจ พ่อค้า แม่ค้าที่เคยค้าขายขึ้นอยู่กับน้ำขึ้นน้ำลงตามธรรมชาติก็เดือดร้อนไปด้วย ถ้าเขามาทำอะไรกับแก่งเหมือนที่เคยทำกับด้านเหนือน้ำ คนเชียงคานคงอยู่ไม่ได้ คนเข้ามาเที่ยวเขาก็มาดูหินดูแก่ง ไม่มีหินไม่มีแก่งจะดูอะไร คนเชียงคานจะทำอย่างไร”
ทุกวันนี้แก่งคุดคู้สถานแห่งความสัมพันธ์ระหว่างคนเชียงคานกับแม่น้ำโขงมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันได้มีลมหายใจที่แผ่วเบาลง และในไม่ช้าคงจะหมดลมหายใจไปพร้อมๆ กับคนเชียงคาน