วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2550

บทกวี

เมล็ดพันธุ์แห่งพื้นดิน

สายฝนแห่งฤดูกาลบอกกล่าวความชุ่มชื้นลงสู่พื้นดิน
แมลงปอเดินทางจากสายน้ำสู่ท้องทุ่ง
ขยับปีกร่ายรำอยู่เหนือท้องทุ่งแห่งนั้น
แม่โพสพกำลังตั้งท้อง
ต้นข้าวก่อกำเนิดเมล็ดพันธุ์
เมล็ดพันธุ์พื้นเมืองกำลังเดินทางจากเขียวสดสู่ความเหลืองอร่าม
ศาลเพียงตาไม้ไผ่สานคือพิธีกรรมของการร้อยรัดผู้คนและพื้นดินเข้าด้วยกัน
ตรงคันนาริมทางเดิน
ความเชื่อ-ความศรัทธา-ความเคารพนับถือถูกโปรายหว่านอีกครั้ง
เมฆฝนชุดสุดท้ายแวะเวียนมาทายทักขุนเขาด้วยสายฝนบางเบา
ดั่งการหลั่งน้ำตาบอกลาฤดูกาลสู่อีกหนึ่งฤดูกาล
การพลัดพรากเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ไต่สายตาขึ้นสู่ยอดภูเขาสูง
ไร่ข้าวบนภูเขากำลังแตกกอชูช่อ
เมื่อสายลมโหมพัดเปลี่ยนทิศ
ลมหนาวเย็นมาเยี่ยมเยือนผิวกาย
เมล็ดพันธุ์แห่งพื้นดินดั่งทองคำจะงอกเงยขึ้นบนท้องทุ่งแห่งภูเขา

บทกวี

บนฝั่งฝันของชีวิต

ข้ามน้ำ..ข้ามขุนเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
รอยย่ำของฝ่าเท้าทับรอยเท้า
บนหนทางของการย่างก้าวล้วนเจ็บปวด
มือแต่ละข้างหอบหิ้วครัวเรือนลูกหลาน, ร่อนเร่
การพลัดพรากที่มิได้เชื้อเชิญในห้วงแห่งการเดินทาง
เดินทาง ....เดินทาง
ยามแผ่นดินหม่นเศร้า
ยางแดง ... ยางขาว ... ยางพุทธ ...ยางคริสต์
อพยพ
หนีปืน ...ลูกปืน ...ลูกหาบ...ทั้งกับดักของระเบิดชั่วร้าย
ทุกข์หนักเกิดขึ้นบนแผ่นดินทุกข์
บ่าแบกของ ... แบกสัมภาระ
แบกทุกข์...ทุกข์หนักบนบ่า
บนฝั่งฝันของชีวิตล้วนคือชะตากรรมแห่งความหม่นเศร้า
ในรอยทางของการอพยพ
ค่ำคืนที่สายฝนพร่างพรม
ร่างกายไหวสะท้านหนาวเหน็บ, บางทีอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ
สายฝนบนใบหน้าแห่งความหวาดกลัวนั้นต่างหากสำคัญกว่า
เหนือแผ่นดินที่เสียงปืนไม่เคยสงบเงียบ
คนในป่า-เคลื่อนย้าย-โยกย้ายอีกครั้งและอีกครั้ง
เพื่อการแสวงหาแผ่นดินปลอดภัยไร้ภัย
บนแผ่นดินที่ไร้แผ่นดินให้ย่างเหยียบ
ชีวิตที่เหลืออยู่ล้วนเพื่อแผ่นดิน
บนฝั่งของชีวิตล้วนมีอยู่เพื่อแผ่นดิน

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ความเรียง

ลอยไปกับสายน้ำ
“ผู้คนบนสายน้ำแห่งความทรงจำ”
สุมาตร ภูลายยาว

ภาพที่๑ ยามเช้าในฤดูหนาวของวันหนึ่ง ภาพนี้คงเป็นความผูกพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับสายน้ำไม่ได้มากมายนัก แต่หากว่ามันเป็นการเรียนรู้เริ่มต้น เด็กกำลังเดินตามรอยเท้าของผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นรอยเท้าแห่งความดีงามที่ฝากฝังไว้บนรายทรายนั้น รอยเท้าเช่นนี้ยากนักที่จะมีพายุใดพัดลอยความดีบนรอยทรายให้หายไปได้
สถานที่ ริมหาดทราย แม่น้ำสาละวิน บ้านสบเมย แม่ฮ่องสอน...

ภาพที่ ๒ ขณะแสงสุดท้ายของวันใกล้ลับขอบฟ้า หากแสงสุดท้ายหมายถึงการจบสิ้นลงของการทำงานในแต่ละวัน ชีวิตคนเราก็คงเช่นเดียวกัน เราล้วนเดินทางไปสู่วันสุดท้ายของชีวิตเช่นกัน
สถานที่ ริมแม่น้ำโขงที่บ้านดอนที่ เชียงของ... (เดิมเป็นภาพสี แต่มาทำให้เป็นภาพขาวดำ)

ภาพที่ ๓ เรือกำลังเดินทางไปหาปลา สายน้ำสายชีวิตล้วนเกื้อหนุนให้คนได้อาศัย เนิ่นนานที่คนได้มีชีวิต แต่ชีวิตของคนนั้นสั้นกว่าแม่น้ำทุกสาย
สถานที่ บนสะพานอิงอุดม สะพานข้ามแม่น้ำอิงก่อนถึงบ้านปากอิงใต้ เชียงของ...

ภาพที่ ๔ เด็กน้อยชาวกัมพูชากำลังเอาอ่างมาทำเป็นเรือ เพื่อพายเรือในอ่างขอเงินจากนักท่องเที่ยว ในหนึ่งสายน้ำ ชีวิตของคนที่พึ่งพาอาศัยแม่น้ำก็ล้วนแตกต่างกันออกไป แต่บนความแตกต่างนั้นย่อมมีความสมดุลย์เล็กๆ ซ่อนอยู่ แต่ทว่ามุมแห่งความสมดุลย์นั้นหายากพอๆ กับการงมเข็มเล่มละบาทในทะเลสาป
สถานที่ ทะเลสาปเขมร ประเทศกัมพูชา...
ภาพที่ ๕ การยกมือขึ้นในลักษณะนี้บางทีอาจไม่ได้บอกถึงการอำลา แต่หากว่า มันอาจหมายถึงหลายสิ่งหลายอย่าง บางทีการยกมือขึ้นของคน อาจหมายถึงการบอกกล่าวต้อนรับกันก็เป็นได้ เช่นกันภาพนี้หากเปรียบเป็นการยกมือก็คงเป็นการทักทาย เพื่อเริ่มต้นบันทึกความทรงจำของผู้คนที่ผ่านพบบนสายน้ำแห่งใดแห่งหนึ่ง บางครั้งมิตรภาพเพียงชั่วครั้งชั่วคราวของคนแปลกหน้า ยังดีกว่ารอยยิ้มของคนคุ้นเคย
สถานที่ ทะเลสาปเขมร ประเทศกัมพูชา...

บ่อยครั้งที่ได้ออกเดินทางไปสู่ดินแดนแห่งใหม่ ข้าพเจ้าเคยคิด เคยฝันทั้งที่ยังไม่หลับว่า จะมีสักครั้งไหมที่คนแปลกหน้าเหล่านั้นรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย เราจะได้พูดคุยกันโดยไม่ต้องขยับริมฝีปาก เพราะบางครั้งการขัยบริมฝีปากของคนเราก็นำพาสิ่งไม่ดีมาให้มากกว่าสิ่งที่ดี
ภาพถ่ายหลายภาพได้พาให้เดินทางหวนกลับคืนไปรำลึกถึงวันที่ผ่านเลย แต่ไม่เคยเลยไป บ่อยครั้งบนสายน้ำ สายหนึ่ง ชีวิตของคนเรา--เราล้วนมีชะตากรรมที่ไม่ได้แตกต่างกัน แต่ทว่าบนชะตากรรมที่เราประสพ เราจะเลือกบันทึกไว้มุมใดของชีวิต เราจะบันทึกมันไว้ด้วยกล้องชนิดใด หรือกระดาษชนิดใด
มีเรื่องเล่าชวนขันอยู่เรื่องหนึ่งว่า “แท้จริงแล้วคนเราต่างเดินทางมาพบกัน เพื่อการจากพรากแทบทั้งสิ้น”
เคยมีบางคนบอกกล่าวว่า “สายน้ำไม่มีวันไหลกลับ แต่แท้จริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ สายน้ำไม่เคยไหลกลับมาก็จริง แต่สายน้ำได้หลอมละลายเป็นไอน้ำ เพื่อการกลับมาของสายน้ำครั้งใหม่ เช่นกันมิตรภาพของคนเราต่างหายไป เพื่อการกลับมาใหม่เช่นกัน”

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ความเรียง

เชียงคาน: เมืองแห่งแม่น้ำสามสาย
สายลมแล้งของเดือนมีนาคมพัดมาเฉื่อยช้า แดดยามสายร้อนจนคนศีรษะล้านไม่อยากเดินผ่านแดด ฉันนั่งจ่อมจมอยู่กับความเรื่อยเฉื่อยรอเพื่อนร่วมทาง วันนี้เรานัดหมายกันเดินทางสู่บ้านท่าดีหมี ตำบลปากตม ยามเช้าที่ได้ปลดปล่อยอยู่กับความเรื่อยเฉื่อย เหมือนว่าชีวิตไร้พันธนาการจากเวลา นานแล้วที่ชีวิตไม่ได้เป็นอย่างนี้ เบื้องหน้าของฉันคือแม่น้ำโขง ฤดูแล้งน้ำลดลงจนตลิ่งสูงขึ้นมา อารมณ์นั้นฉันคิดถึงคำงายจากตลิ่งสูงซุงหนักขึ้นมาฉับพลัน ถัดจากตลิ่งลงไป คนหาปลา ๓-๔ กำลังสาละวนวิดน้ำออกจากเรือ เช้านี้พวกเขากำลังจะเดินทางออกสู่แม่น้ำเพื่อหาปลา
กล่าวกันโดยทั่วไปแล้ว ผู้คนริมฝั่งน้ำต่างได้พึ่งพาอาศัยแม่น้ำตลอดมา แม่น้ำจึงเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตตั้งแต่เช้าจรดเย็น บางคนหาปลา บางคนทำเกษตรริมน้ำ บางคนมีเรือพานักท่องเที่ยวล่องเรือชมแม่น้ำ นอกจากจะมีความสำคัญเชิงระบบนิเวศแล้ว แม่น้ำยังมีความสำคัญในด้านอันก่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจของชุมชนอีกด้วย
ย้อนกลับไปเมื่อ ๒ วันที่ผ่านมา ฉันมาถึงอำเภอแห่งนี้ในยามค่ำคืน แต่กว่าจะมาถึงก็เหนื่อยไปตามๆ กัน เพราะความที่คณะเดินทางของเราไม่มีใครรู้เส้นทางจึงอาศัยดูแผนที่ทางหลวง แต่เอาเข้าจริงๆ แผนที่ทางหลวงก็ทำพวกเราหลงทาง แต่แปลกการหลงทางไม่มีใครบ่นอะไรสักคำเดียว ทุกคนกลับยินดีด้วยซ้ำ เพราะนี่เป็นการหลงทางบนถนนเลียบริมแม่น้ำโขงเส้นที่สวยที่สุดเส้นหนึ่ง
ในคณะเดินทางของเราไม่มีใครเลยเคยมาถึงอำเภอแห่งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับอำเภอแห่งนี้ก็มีน้อยเต็มที หากเทียบกับการเดินทางครั้งก่อน แต่ก็นั้นแหละ เพราะความไม่เคยชินกับถนนหนทาง คณะของเราจึงหลงทางที่เรียกว่าพร้อมใจกันหลง และมีความสุขกับการหลงทาง แม้ว่าการหลงทางจะเป็นการเสียเวลาก็ตาม หากมองลึกลงไปในรายละเอียดของการเดินทางครั้งนี้ คณะเดินทางของเราตัดสินใจร่วมกันแล้วว่า พวกเราจะเอาใจใส่กับเวลาให้น้อยที่สุด
แล้วการเดินทางอันยาวนานก็สิ้นสุดลงเมื่อรถเคลื่อนสู่ตัวอำเภอเชียงคาน ปลายทางของการเดินทางในครั้งนี้...
แก่งคุดคู้-คนเชียงคาน, วันวาร-วันนี้
“แก่งคุดคู้” แก่งหินขนาดใหญ่ที่ทอดตัวขวางลำน้ำโขงในช่วงที่ไหลผ่านอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ด้วยสภาพธรรมชาติที่ประกอบด้วยกลุ่มก้อนหินสีดำขนาดมหึมา ในยามที่น้ำไหลกระทบจะก่อให้เกิดเสียงดังสนั่น
คนเชียงคานในอดีตก็เกิดความสงสัยในความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้เช่นเดียวกัน ผู้เฒ่ารุ่นก่อนจึงได้สร้างตำนาน “จึ่งคึงดังแดง” ขึ้นมาเพื่ออธิบายความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของน้ำโขงในบริเวณนี้ ตามตำนานกล่าวว่า
นานมาแล้วมีนายพรานชาวลาวคนหนึ่งชื่อตาจึ่งคึง นายพรานผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ มีจมูกสีแดงใบโต ซึ่งรูจมูกนั้นกว้างมากในยามที่ตาจึ่งคึงนอนหลับ เด็กๆ ได้แอบเข้าไปเล่นสะบ้าในรูจมูก จึงมีคำกล่าวเป็นภาษาเลยว่า “จึ่งคึงดังแดง นอนตะแคงจุฟ้า เด็กน้อยเล่นสะบ้าอยู่ในฮูดัง”
ตาจึ่งคึงเป็นผู้มีความสามารถในการล่าเนื้อป่า (สัตว์ป่า) และเนื้อน้ำ (สัตว์น้ำ) ความเก่งกาจของเขาเป็นที่เลื่องลือไปไกลในทั่วสารทิศ บ่ายวันหนึ่งในขณะที่ตาจึ่งคึงกำลังหาปลาอยู่ริมแม่น้ำโขงได้แลไปเห็นควายเงินตัวใหญ่มากินน้ำอยู่ฝั่งตรงข้าม ด้วยความปรารถนาที่อยากจะกินเนื้อควายสีเงินตัวนี้ ตาจึ่งคึงจึงซุ่มดักยิงควายเงินอยู่ที่พุ่มไม้ริมน้ำ ในระหว่างที่เขากำลังเหนี่ยวไกปืนได้มีเรือสินค้าแล่นมาจากทางใต้ ควายเงินเห็นเรือสินค้าเกิดตกใจวิ่งหนีเข้าป่า ตาจึ่งคึงจึงยิงพลาดเป้า ด้วยความโกรธพ่อค้าที่เป็นเหตุให้เขาไม่สามารถล่าควายเงินได้ ตาจึ่งคึงจึงยิงปืนไปที่ภูเขาลูกหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมน้ำฝั่งลาวเพื่อระบายความโกรธ ด้วยความแรงของกระสุนปืนทำให้ยอดเขานั้นขาดวิ่นไป ซึ่งในเวลาต่อมาภูเขาลูกนี้จึงได้ชื่อว่า “ผาแบ่น” และหมู่บ้านในฝั่งไทยที่อยู่ตรงข้ามก็ถูกเรียกว่า “บ้านผาแบ่น” (แบ่น หมายถึง เล็ง)
ไม่เพียงเท่านี้ตาจึ่งคึงได้หาวิธีที่จะทำให้เรือสินค้าไม่รบกวนการล่าสัตว์ของเขา โดยตาจึ่งคึงได้นำก้อนหินจากภูเขามากั้นลำน้ำไว้ เณรน้อยเห็นดังนั้นจึงคิดว่าถ้าหากตาจึ่งคึงนำหินมากั้นน้ำโขงได้สำเร็จคงจะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนและสัตว์ที่อาศัยน้ำโขงในการดำรงชีพและเป็นเส้นทางสัญจรไปมา เณรน้อยจึงได้ออกอุบายให้ตาจึ่งคึงนำไม้ไผ่มาทำเป็นไม้คานใช้ในการหาบก้อนหิน เพราะการทำเช่นนี้จะใช้เวลาน้อยกว่าถือหินไปที่ละก้อน ตาจึ่งคึงหลงเชื่อกลอุบาย จึงนำไม้ไผ่มาทำเป็นไม้คานหาบก้อนหิน ในระหว่างที่หาบไปนั้นไม้คานเกิดหัก ความคมของไม้คานซึ่งเป็นไม้ไผ่ได้บาดคอตาจึ่งคึงถึงแก่ความตาย ร่างของตาจึ่งคึงนอน ตายในลักษณะคุดคู้ บริเวณที่เขานำก้อนหินมากั้นน้ำไว้จึงได้ชื่อว่า “แก่งคุดคู้”
ส่วนควายเงินในเวลาต่อมาได้ตายลงชาวบ้านได้นำเนื้อส่วนหนึ่งมาผ่าแบ่งกัน บริเวณที่ชาวบ้านนำเนื้อควายมาผ่าแบ่งกันนั้นได้ชื่อว่า “ห้วยน้ำปาด” ในเขตอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
ส่วนซากควายเงินที่เหลือนั้นได้กลายเป็นภูเขาใหญ่อยู่บริเวณทางทิศใต้ของแก่งคุดคู้มีชื่อว่า “ภูควายเงิน”
แม่น้ำโขงนับตั้งแต่แก่งคุดคู้ลงไปทางทิศตะวันออกจนถึงอำเภอปากชมจะเต็มไปด้วยเกาะแก่งหินมากมาย ซึ่งนอกจากแก่งคุดคู้แล้วยังมีแก่งฟ้า แก่งจันทร์เป็นแก่งที่สำคัญอีกด้วย สภาพระบบนิเวศที่สลับซับซ้อนของแก่งเหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของปลา และสัตว์น้ำนานาชนิด ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม น้ำในแม่น้ำโขงเริ่มลด เผยให้เห็นบรรดาเกาะแก่งต่างๆ มากมาย ซึ่งชาวบ้านได้ใช้เกาะแก่งเหล่านี้เป็นพื้นที่ในการหาปลา
ด้วยความที่เมืองเชียงคานมีปลาอยู่มาก และรสชาติดีจึงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปทั้งชุมชนที่อยู่ในบริเวณริมน้ำโขง และชุมชนที่อยู่ลึกเข้าไปในบริเวณแม่น้ำสาขา เมื่อชาวเชียงคานจับปลาน้ำโขงได้ก็จะนำมาแปรรูปเป็นปลาร้า ปลาส้ม ปลาจ่อม ปลาแห้งไว้กินในครัวเรือน และนำเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนกับชุมชนอื่นที่อยู่ไกลแม่น้ำโขงออกไป โดยใช้เส้นทางหลักในการสัญจรแลกเปลี่ยนสินค้าคือ “แม่น้ำเลย” แม่น้ำสาขาที่สำคัญของแม่น้ำโขงในบริเวณนี้
แก่งคุดคู้ และวิถีชีวิตของคนเชียงคานเริ่มเปลี่ยนแปลงจาก “ยุคหาอยู่หากินเป็นยุคหาซื้อหาขาย” ในช่วงประมาณทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา เมื่อมีนายทุนเหมืองแร่เข้ามาจับจองที่ดินริมฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณแก่งคุดคู้ การเข้ามาของนายทุนได้ทำให้ชาวบ้านไม่มีที่ดินในการปลูกฝ้ายเหมือนเช่นเคย และนอกจากนี้นายทุนได้สร้างบ้านพักและได้ตัดถนนเข้าสู่ตัวแก่ง ซึ่งได้ทำให้ความงดงามตามธรรมชาติของแก่งคุดคู้เป็นที่ประจักษ์แก่คนภายนอก
เมื่อมีคนภายนอกเข้ามาเที่ยวชมมากขึ้น ชาวบ้านน้อยชุมชนบริเวณใกล้เคียงจึงได้ช่วยกันตัดต้นไม้ ถางหญ้าปรับปรุงพื้นที่ และได้ทำอาหาร เครื่องดื่มมาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว เป็นต้นว่า ส้มตำ กุ้งเต้น ถั่วลิสงคั่ว น้ำมะพร้าว น้ำอ้อย ฯลฯ ในเวลาต่อมาทางราชการมีความเห็นที่จะพัฒนาแก่งคุดคู้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด จึงได้เข้ามาดำเนินการในการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ ร้านจำหน่ายสินค้า จุดชมวิว ลานจอดรถ ห้องน้ำ เป็นต้น
อาชีพที่ทำรายได้ให้กับชาวบ้านอีกอย่างคือ การขับเรือนำเที่ยวล่องแม่น้ำโขง ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ขับเรือนี้ในอดีตคือพรานปลาผู้คุ้นเคยกับแม่น้ำมาเป็นอย่างดี ซึ่งนับตั้งแต่แก่งคุดคู้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเป็นต้นมา พรานปลาเหล่านี้ได้หาปลา และขับเรือควบคู่กันไปด้วย โดยรายได้จากการขับเรือในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้ถึงวันละ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาทต่อคน
ในปัจจุบันน้ำโขงเมืองเชียงคานได้ซ่อนภาวะวิกฤตหลายอย่างอันเกิดจากการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำโขงตอนบน การขึ้นลงของระดับน้ำโขงที่ผิดปกติได้ส่งผลกระทบวิถีชีวิตคนเชียงคานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวไม่อาจคาดการณ์ฤดูกาลท่องเที่ยวแก่งคุดคู้ตามสภาพธรรมชาติเช่นเดิม ซึ่งได้ทำให้นักท่องเที่ยวผิดหวังเมื่อมาเที่ยวชม ชาวบ้านมีรายได้ลดลงจากเดิม ร้านอาหาร ที่พักเริ่มเงียบเหงา
แม่วรรณ เครือทองศรี ได้เล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “น้ำโขงเดี๋ยวนี้มันขึ้นเร็ว ลงเร็วไม่เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนช่วงหลังปีใหม่ไม่นานมันไม่ลดไปต่ำขนาดนั้น แต่เดี๋ยวนี้ลดต่ำลงมาก บางวันเขาปล่อยน้ำมามันก็มา คนที่เคยมาเที่ยวเขาแปลกใจ พ่อค้า แม่ค้าที่เคยค้าขายขึ้นอยู่กับน้ำขึ้นน้ำลงตามธรรมชาติก็เดือดร้อนไปด้วย ถ้าเขามาทำอะไรกับแก่งเหมือนที่เคยทำกับด้านเหนือน้ำ คนเชียงคานคงอยู่ไม่ได้ คนเข้ามาเที่ยวเขาก็มาดูหินดูแก่ง ไม่มีหินไม่มีแก่งจะดูอะไร คนเชียงคานจะทำอย่างไร”
ทุกวันนี้แก่งคุดคู้สถานแห่งความสัมพันธ์ระหว่างคนเชียงคานกับแม่น้ำโขงมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันได้มีลมหายใจที่แผ่วเบาลง และในไม่ช้าคงจะหมดลมหายใจไปพร้อมๆ กับคนเชียงคาน

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2550

บทกวี

ยามเช้าของชีวิตคือการร้องไห้

หญิงคนหนึ่งคลุมผ้าสีขาวบนศีรษะ
เดินผ่านม่านหมอกสีเทาทึบ
ในยามเช้าของชีวิต ยามสายแดดจาง
ส้นตีนเธอกระแทกรอยเท้าใหม่ทับรอยเท้าเก่า
นิ้วทั้งห้าของลำแขนเกาะกุมข้อมือน้อยเบาๆ

นั่น,เสียงลูกน้อยร้องไห้ตามหลัง
มันสะเทือนใจเกินไปใช่ไหม เด็กน้อย
เมืองกับเมืองและเรื่องเล่าที่ต่างกัน
นานมาแล้วที่ใครบางคนเดินทางกลับมา
มันนานพอกับการจากไปของใครบางคน

ในยามเช้าสงบเงียบ ลมทะเลพัดโชยมา
เสียงแห่งศรัทธาแว่วมาพร้อมเสียงระรัวของประทัดเมืองดังก้อง
เสาหลักของบ้านไม้หลังเก่าไม่กลับมาอีกแล้ว
“ยามเช้าของชีวิตคือ การร้องไห้”
นางบอกกับมัสยิดเปื้อนเลือดหลังนั้น

บทกวี

กลับบ้าน

ไม้หมอนล้มลงเรียงรายถมทางเพื่อเป็นทาง
เสียงรถไฟเปิดหวูดแว่วมา
บทเพลงแห่งการเดินทางเริ่มต้น....
เสียงล้อเหล็กบดขยี้รางเหล็กระงมร้อง!!
พระจันทร์ร่ายรำอยู่นอกหน้าต่าง
รัตติกาลห่มคลุมม่านหมอกของความสว่างไสว...
ถนนคู่ขนานคับแคบ-ยาวไกล
ป่ารกทึบข้างทาง...
ความเวิ้งว้างของทางขนาน, เปล่าเปลี่ยว
รางทั้งสองครั้งหนึ่งเคยพาให้ลาจากเคหสถาน
คนไกลบ้านไร้ญาติแต่ไม่ขาดมิตร
วิกลจริตเพียงชั่วยามพลัดหลง...
นานเท่าใดแล้วที่คนจรไม่คืนสู่บ้าน?
บทเพลงคนไกลบ้านกระหน่ำเตือน
ในโลกแห่งวิญญาณพเนจร....
ทิศทางแห่งการกลับบ้านนั้นแสนเงียบเหงา
ชั่วยามที่เปลวเพลิงแห่งความคิดถึงบ้านมอดดับ
บทเพลงแห่งคนไกลบ้านแผ่วเบาเงียบหายไปกับสายลม
คนไกลบ้านคืนสู่บ้าน....ด้วยทางขนาดคู่นั้น

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2550

นิ่งสงบเพื่อพบสิ่งรอคอย